น้ำท่วมแผ่ขยายวงกว้าง ขอนแก่นจมเพิ่มอีก 2 อำเภอ ถนนมิตรภาพท่วมยาว 5 กม. รถติดวินาศ สุโขทัยระทมซ้ำน้ำไหลแรงซัดบ้านพังทั้งหลัง สระบุรีอ่วมหนักแนวกั้นน้ำแตกจมบาดาล 3 อำเภอ พื้นที่ท้ายเขื่อนป่าสักฯยังวิกฤติ ระดับน้ำสูงขึ้นต่อเนื่อง เขื่อนเจ้าพระยาลดการระบายน้ำ ปภ.แจ้ง 3 จังหวัดเหนือเขื่อนเตรียมรับมือน้ำล้นตลิ่ง ส่วนจังหวัดท้ายเขื่อนระดมป้องกันเมืองเต็มที่ อ่างทองหวาดเสียวน้ำจ่อล้นพนังกั้น น้ำมุดดินใต้แนวเขื่อนจะเข้าท่วมวัดต้องเร่งสูบออก กรมชลฯชี้แนวโน้มสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาตอนบนเริ่มคลี่คลาย ผันเก็บทุ่งบางระกำ-บึงบอระเพ็ด ลดปริมาณน้ำลงเจ้าพระยาหลายพื้นที่ยังไม่พ้นวิกฤติน้ำท่วมหนักทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่ต้องรับน้ำเหนือจำนวนมหาศาลที่เร่งระบายลงมาจากทางเขื่อนเจ้าพระยา และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เร่งซ่อมอ่างลำเชียงไกรน้ำฮวบสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ยังน่าห่วง เมื่อวันที่ 2 ต.ค. น้ำในอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร (ตอนล่าง) อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา ลดลงจนเหลือแค่ 6.3 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็น 22% ของความจุอ่าง 27.7 ล้าน ลบ.ม. จากที่เคยสูงสุดเมื่อวันที่ 27 ก.ย. มีปริมาณน้ำ 45.4 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็น 164% ของความจุอ่าง เจ้าหน้าที่ชลประทานนำเครื่องจักรเร่งซ่อมแซมคันดินที่ชำรุดบริเวณสถานที่ก่อสร้างประตูระบายน้ำหลักให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 5 ต.ค.เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งปีหน้าท่วมถนนมิตรภาพรถติดยาวส่วนมวลน้ำที่ไหลทะลักจากอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร (ตอนล่าง) ขยายวงกว้างไปถึง อ.พิมาย นายเศรษฐี แพรกนัทที ปลัดอาวุโส รรท.นอภ.พิมาย ตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอพิมาย มีหน่วยงานเอกชนโรงงานน้ำตาลพิมาย จัดทำข้าวกล่องมามอบให้ทุกวันจนกว่าจะเข้าสู่ภาวะ ปกติ ขณะที่มวลน้ำไหลบ่าเข้าท่วมถนนมิตรภาพ ทั้งฝั่งขาขึ้นและขาล่องในพื้นที่ อ.คง ตั้งแต่บริเวณแยกบ้านตาชู ต.ตาจั่น ไปถึงแยกบ้านวัด ต.เทพาลัย ระยะทางประมาณ 5 กม.ระดับน้ำสูง 40-50 ซม. รถยนต์ขนาดเล็กวิ่งผ่านไม่ได้ ส่งผลให้การจราจรติดขัดยาวเหยียด ตำรวจทางหลวงแจ้งผู้ขับขี่จากกรุงเทพฯ ที่จะไปขอนแก่น เลี่ยงไปใช้เส้นทางผ่าน อ.พิมาย อ.โนนแดง อ.ประทาย และเลี้ยวเข้าถนนมิตรภาพบริเวณแยกสีดา อ.สีดา คาดว่า 2-3 วันน้ำจะลดลงกลับสู่ภาวะปกติ จ.นครราชสีมา รายงานพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม 19 อำเภอ ประชาชนเดือดร้อน 11,164 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตร 321,935 ไร่ขอนแก่นจมเพิ่มอีก 2 อำเภอนายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น นำคณะไปตรวจเยี่ยมชาวบ้านผู้ประสบภัยที่บ้านโนนกะยอม ต.โพธิ์ไชย อ.โคกโพธิ์ไชย เป็นมวลน้ำจากแม่น้ำชีที่ไหลมาจาก จ.ชัยภูมิ บ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร 4 ตำบล รวมกว่า 40 หมู่บ้านเดือดร้อนหนัก นายสมศักดิ์กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องคือช่วงคืนที่ผ่านมามีน้ำไหลบ่าเข้าท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอเพิ่มเติมคือ อ.บ้านแฮด และ อ.บ้านไผ่ ส่วนพื้นที่ อ.ชุมแพ และ อ.หนองเรือ ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว ด้านเขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำไหลเข้าประมาณ 100 ล้าน ลบ.ม.ต้องเฝ้าติดตามเป็นพิเศษ สถานการณ์น้ำภาพรวมขณะนี้หนักตรงลำน้ำชีที่รับน้ำจากชัยภูมิ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ไหลบ่าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดขอนแก่น และจะไหลเข้าสู่มหา สารคาม และร้อยเอ็ด ต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากช่วงท้ายน้ำมีปริมาณสูงขึ้นกาฬสินธุ์เร่งสูบน้ำออกนาข้าวนายทรงพล ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์ ร่วมพิธีกดปุ่มเดินเครื่องสูบน้ำของสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้ากุดขี้นาค ต.ลำชี อ.ฆ้องชัย หลังมีน้ำท่วมขังในพื้นที่นาข้าวระดับสูงและต้องเร่งระบายน้ำลงแม่น้ำชี จากนั้น ไปตรวจจุดก่อสร้างสถานีสูบน้ำ พนังกั้นน้ำห้วยกุดแคน ต.เจ้าท่า อ.กมลาไสย แล้วลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย น้ำท่วมนาข้าวที่หมู่ 4 หมู่ 5 หมู่ 6 หมู่ 9 และหมู่ 10 ต.เหล่าอ้อย อ.ร่องคำ รวมพื้นที่กว่า 800 ไร่ กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งเตือนประชาชนพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำชีเตรียมรับมือมวลน้ำมหาศาลที่จะมาจาก จ.ขอนแก่น ในช่วง 2-3 วันข้างหน้าระดมเครื่องผลักดันน้ำลงโขงนายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผวจ.อุบลราชธานี ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ ที่สะพานแก่งสะพือ อ.พิบูลมังสาหาร มีเป้าหมายติดตั้งทั้งหมด 100 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำมูลลงสู่แม่น้ำโขงให้เร็วขึ้นกว่าเดิม เนื่องจาก จ.อุบลราชธานี เป็นพื้นที่ท้ายน้ำ รองรับปริมาณน้ำจากจังหวัดตอนบนทั้งนครราชสีมาและชัยภูมิ นายพงศ์รัตน์กล่าวว่า ขณะนี้กรมชลประทานติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 40 เครื่อง ที่สะพานข้ามแม่น้ำมูล แก่งสะพือ มีเป้าหมายติดตั้งให้แล้วเสร็จ 100 เครื่อง เพื่อเร่งผลักดันระบายน้ำในแม่น้ำมูลให้ได้วันละ 1 ล้าน ลบ.ม. ตอนนี้ระดับน้ำยังทรงตัว หากไม่มีฝนเติมลงมาอีกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีน้ำท่วมบ้านเรือนริมตลิ่งลุ่มแม่น้ำมูลในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี จำนวน 6 ชุมชน 100 ครัวเรือน ประชาชนเดือดร้อน 401 คนน้ำป่าดินสไลด์ต้นไม้ขวางถนนจ.แม่ฮ่องสอน พ.อ.สุจินต์ ทรัพย์สิน ผบ.ฉก.ร.7 ส่งกำลังพลไปช่วยเหลือเหตุฝนตกหนักที่ ต.ห้วยโป่ง และ ต.ผาบ่อง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน เมื่อตอนค่ำวันที่ 1 ต.ค. เกิดดินสไลด์ต้นไม้ขนาดใหญ่โค่นล้มฟาดสายไฟฟ้าและกีดขวางถนนทางหลวงสาย 108 บ้านห้วยโป่งกาน หมู่ 6 ต.ผาบ่อง ยังโชคดี ไม่มียวดยานพาหนะได้รับอันตราย แต่ไฟดับเป็นบริเวณกว้าง เจ้าหน้าที่ต้องเร่งตัดทอนต้นไม้ที่ขวางถนนและซ่อมแซมระบบไฟฟ้าให้กลับมาใช้การได้ตามเดิม นอกจากนี้ ยังเกิดฝนตกหนักที่ อ.แม่สะเรียง เกิดน้ำป่าไหลหลากท่วมถนนทางหลวงสาย 108 กม.ที่ 175 บ้านป่าจี้ ต.แม่เหาะ ไม่นานก็ลดระดับลง แต่พื้นถนนเต็มไปด้วยก้อนหินและดินโคลนมหาศาลที่มากับน้ำ เจ้าหน้าที่และชาวบ้านต้องช่วยกันเคลียร์ออกจากถนนเพื่อให้รถได้สัญจรตามปกติน้ำไหลแรงซัดบ้านพังทั้งหลังที่อ่างเก็บน้ำแม่มอก อ.เถิน จ.ลำปาง มีปริมาณน้ำ ล้นสปิลเวย์ 0.28 ม. มวลน้ำยังคงไหลเข้าท่วม จ.สุโขทัย อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ ต.บ้านกล้วย อ.เมืองสุโขทัย เป็นพื้นที่รับน้ำก่อนจะไหลลงคลองแม่รำพัน ไหลต่อลงสู่แม่น้ำยม ถึงแม้ระดับน้ำจะลดลงบ้างแล้วแต่ถนนบริเวณหน้า รพ.สุโขทัย ถึงหน้าห้างบิ๊กซีสุโขทัยยังมีน้ำท่วมสูง รถเล็กไม่สามารถผ่านได้ สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ยังสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอย่างแสนสาหัส โดยเฉพาะพื้นที่บ้านหางคลอง หมู่ 5 ต.บ้านกล้วย เป็นพื้นที่รับน้ำจากทุ่งทะเลหลวงด้วย มีกระแสน้ำไหลแรงพัดเอากระสอบทรายที่นำมากั้นน้ำไปกระแทกบ้านเลขที่ 144/4 ของนายอำนาจ ศรีสุวรรณ อายุ 44 ปี จนพังถล่มลงมาทั้งหลัง เจ้าหน้าที่ไปให้ความช่วยเหลือ โดยด่วนแล้วอ่างทับเสลาต้องพร่องน้ำออกจ.อุทัยธานี นายกฤษฎา ข้องพูน หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทับเสลา หรืออ่างเก็บน้ำทับเสลา เผยถึงการบริหารจัดการน้ำว่า อ่างเก็บน้ำทับเสลามีความจุของอ่างอยู่ที่ 160 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเกือบเต็มอ่าง 98% เพื่อความปลอดภัยของอ่างจำเป็นต้องพร่องน้ำโดยระบายน้ำไม่เกิน 5 ลบ.ม.ต่อวินาที ผ่านทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้ล้นสปิลเวย์ จะดูผลกระทบไม่ต้องการไปซ้ำเติมสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ และยังเป็นการเตรียมตัวรองรับพายุที่จะมา ตอนนี้พื้นที่ท้ายน้ำยังพอระบายน้ำได้ หากสถานการณ์ใกล้วิกฤติจะแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ทราบ เพื่อแจ้งผู้นำชุมชนประกาศแจ้งเตือนประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบเร่งสูบน้ำระบายออกเมืองลพบุรีที่ประตูระบายน้ำที่ 3 โคกกระเทียม ต.เขาพระงาม อ.เมืองลพบุรี เจ้าหน้าที่ตั้งแนวคันดินรอบพื้นที่สำนักงานชลประทาน ฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก หลังมวลน้ำกัดเซาะแนวคันดินข้างประตูระบายน้ำพังทั้ง 2 ฝั่ง น้ำไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 10 ระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร เสมอกับ น้ำในคลองชัยนาท-ป่าสัก ส่วนบานประตูระบายน้ำ ได้เปิดสูงสุดทั้ง 4 บาน เพื่อให้น้ำไหลผ่านไปได้สะดวก เจ้าหน้าที่สูบน้ำออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน ส่วนบริเวณ หน้าสำนักงานชลประทานที่ 10 มีชาวบ้านนำรถมาจอดหนีน้ำจำนวนมาก ขณะที่ถนนสายโคกกระเทียม-เขาพระงาม ชุมชนเขาพระงาม น้ำยังไหลหลากผ่าน ถนนเป็นทางยาวกว่า 200 เมตร วันนี้ระดับน้ำลดลง ราว 10 ซม. ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงใช้เรือเป็นยานพาหนะ เข้าออกบ้าน มีทหารและเจ้าหน้าที่กู้ภัยคอยช่วยเหลืออำนวยความสะดวก แนวกั้นแตกจมบาดาล 3 อำเภอจ.สระบุรี ระดับน้ำในคลองชัยนาท-ป่าสัก เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระแสน้ำกัดเซาะแนวกั้นช่วง ต้นคลอง 23 R ที่แยกจากคลองชัยนาท-ป่าสัก เกือกม้าโครงการชลประทานเริงรางคลอง 23A อ.บ้านหมอ พังทลายกว้างกว่า 20 เมตร น้ำไหลทะลักเข้าท่วม พื้นที่หมู่ 5 ต.สร่างโคก ไหลลงพื้นที่ ต.ตลาดน้อย ต.โคกใหญ่ และ ต.หรเทพ ขยายวงกว้างไปพื้นที่ติดกันอีก 2 อำเภอ คือ อ.หนองโดน และ อ.ดอนพุด มีบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง สำหรับคลองชัยนาท-ป่าสักรับน้ำมาจาก เขื่อนเจ้าพระยาที่ปล่อยลงแม่น้ำป่าสักบริเวณ ต.บ้านครัว อ.บ้านหมอ หน่วยงานราชการประกาศให้ประชาชนทั้ง 3 อำเภอ รีบขนย้ายข้าวของและอพยพหนีน้ำไปยัง ที่ปลอดภัยแล้ว นายพุทธพงษ์ สุริยะสิงห์ นอภ.บ้านหมอ กล่าวว่า ระดับน้ำเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมีประชาชน อ.บ้านหมอ ถูกน้ำท่วม 380 หลัง สั่งการให้ผู้นำท้องถิ่นเร่งช่วยเหลือ แล้ว มี 3 อำเภอ ที่ได้รับผลกระทบคือ อ.บ้านหมอ อ.หนองโดน และ อ.ดอนพุด ตอนนี้ต้องประเมินรอยพังของแนวกั้นน้ำตลอดเวลาแม่น้ำป่าสักท่วมสูงขยายวงกว้างส่วนสถานการณ์น้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่ระบายลงแม่น้ำป่าสัก จนบ้านเรือนประชาชนท้ายเขื่อนได้รับผลกระทบตลอดแนวฝั่งในพื้นที่ อ.เมืองสระบุรี ที่ชุมชนเขาคูบา น้ำท่วมขยายวงกว้างจากเดิม 100 หลัง เพิ่มขึ้นเป็น 150 หลัง ที่สะพานดำบ้านกล้วย เส้นทางเชื่อมต่อไปตัวเมืองสระบุรี น้ำท่วมสูงขึ้นเป็น 1.30 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องปิดตายไม่ให้รถทุกชนิดผ่าน ขณะที่สะพานอำนวยสงคราม ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักสูงขึ้นมาเกือบจ่อคอสะพานแต่ยังใช้สัญจรได้ตามปกติ เช่นเดียวกับสะพานข้ามแม่น้ำป่าสักฝั่งทิศตะวันตก สายบายพาสเลี่ยงเมือง ถึงแม้จะมีน้ำสูง แต่ยังใช้สัญจรได้ปกติเช่นกัน ส่วนพื้นที่ อ.เสาไห้ ได้รับผลกระทบแล้ว 11 ตำบล มีชาวบ้านเดือดร้อนกว่า 600 ครัวเรือนเขื่อนเจ้าพระยาระบายลดลงสถานการณ์น้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ยังคงเร่งระบายน้ำอยู่ที่ 2,762 ลบ.ม.ต่อวินาที ลดลงเล็กน้อยจากเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ระบายน้ำ ที่ 2,801 ลบ.ม.ต่อวินาที ระดับน้ำท้ายเขื่อนสูงกว่า ขีดแดงอยู่ 16 ซม. วัดได้ 16.16 ม.รทก. บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบขยายวงกว้าง ระดับน้ำท่วมสูงตั้งแต่ 50-150 ซม. ในเขตเทศบาลตำบลโพนางดำออก เป็นพื้นที่ต่ำได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำเพิ่มทุกครั้ง ครั้งนี้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย 1,448 ครัวเรือน ประชาชนส่วนหนึ่งยังคง อาศัยอยู่ในบ้านเพราะห่วงทรัพย์สินมีค่า มีบ้านหลังหนึ่งเลี้ยงไก่ไข่ไว้ขายกว่า 40 ตัว โดนน้ำท่วมมิดชั้นล่าง ต้องใช้หลังคาบ้านเป็นที่เลี้ยงไก่ชั่วคราวชี้ปริมาณน้ำยังไม่ถึงขั้นวิกฤติที่วัดมะปราง ต.โพนางดำออก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและมอบถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัย 6,500 ชุด นายอนุชา กล่าวว่า อ.สรรพยา เป็นพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา สภาพเป็นที่ลุ่มต่ำ เมื่อมีปริมาณฝนมากจะเป็นจุดแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบทุกปี ปีนี้มีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำเพิ่มขึ้น จนเกิดเหตุน้ำล้นตลิ่ง เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน แม้ปัจจุบันปริมาณน้ำจะเพิ่มมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติเท่าปี 2554 ประกอบกับปริมาณน้ำสะสมมีไม่มาก และเป็นปกติของ ฤดูน้ำหลาก หากไม่มีปริมาณฝน หรือมวลน้ำจากที่อื่น มาเพิ่ม จะกลับสู่ภาวะปกติในเวลาครึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือนนี้อ่างทองระทึกน้ำจ่อล้นพนังกั้นจ.อ่างทอง บริเวณริมพนังกั้นแม่น้ำเจ้าพระยา ชุมชนบ้านรอ ต.บางแก้ว อ.เมืองอ่างทอง สามล้อแดง รับจ้างกว่า 100 คัน วิ่งขนกระสอบทรายมาวางเสริมป้องกันริมเขื่อนเป็นระยะทางยาวกว่า 1 กม. หลังน้ำ เจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นเกือบถึงสันเขื่อน เหลือไม่ถึง 10 ซม. จะเอ่อล้นทะลักเข้าย่านเศรษฐกิจและศูนย์ ราชการ ขณะที่มีฝนตกลงมาอย่างหนักนานร่วม 1 ชม. ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในเมืองอ่างทองบริเวณสี่แยกไฟแดงและตลาดสดเทศบาล 2 ที่เป็นแอ่งกระทะ สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านหน้าศาลากลางจังหวัดเพิ่มสูงขึ้น 2 ซม.อยู่ที่ระดับ 9.23 เมตรจากระดับตลิ่ง 10 เมตร น้ำไหลผ่าน 2,535 ลบ.ม. ต่อวินาที มีบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมหลายร้อยหลังในพื้นที่ ต.โพสะ ต.จำปาหล่อ อ.เมืองอ่างทอง ต.บางปลากด ต.โผงเผง อ.ป่าโมก ต.เทวราช ต.เกษไชโย อ.ไชโย และหมู่ 9 ต.บางจักร อ.วิเศษชัยชาญระดมอุดน้ำมุดดินเข้าวัดไชโยเกิดเหตุน้ำมุดดินทะลักใต้แนวเขื่อนริมเจ้าพระยา หน้าบ้านเลขที่ 67 หมู่ 3 ต.เกษไชโย อ.ไชโย จ.อ่างทอง ใกล้วัดไชโยวรวิหาร เจ้าหน้าที่เทศบาลประชาสัมพันธ์เสียงตามสายให้ชาวบ้านขนย้ายข้าวของขึ้นที่สูงและ ออกมาช่วยกันกรอกกระสอบทรายไปอุดจุดที่มีมวลน้ำ ทะลักเข้ามา เพื่อไม่ให้เข้าท่วมวัดไชโยวรวิหารและ พื้นที่หมู่ 1 ถึงหมู่ 6 ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจมาช่วยกัน อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 2 เครื่อง มีชาวบ้านใกล้จุดที่มีมวลน้ำทะลัก ยอมเสียสละให้น้ำท่วมบ้านชั้นล่างเพื่อเป็นจุดศูนย์รวมของน้ำในพื้นที่ต่ำให้เครื่องสูบน้ำระบายออก ทำคันกั้นรอบเกาะเมืองกรุงเก่าเมืองกรุงเก่า จ.พระนครศรีอยุธยา ว่าที่ ร.ต. สมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ระดมเจ้าหน้าที่เทศบาลบรรจุ กระสอบทรายนำไปปิดกั้นตามท่อระบายต่างๆ พร้อมทั้ง ทำสะพานคนเดินในเขตชุมชนเมือง นอกจากนี้ใช้รถสิบล้อ 20 คัน บรรทุกดินมาทำคันกั้นน้ำบนถนนอู่ทอง รอบเกาะเมืองระยะทาง 10 กม. ตั้งแต่หน้าเจดีย์พระศรีสุริโยทัย หน้ากรมทหารซ่อมยาง ตลาดหัวแหลม วัดตึก ประตูชัย ไปถึงตลาดหัวรอ เนื่องจากเป็นช่วงถนนต่ำกว่าระดับน้ำในแม่น้ำ ส่วนที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร กำลังทหารพร้อมพระเณรและเจ้าหน้าที่วัดช่วยกันยกแผงเหล็กหรือแผ่นบังเกอร์ป้องกันน้ำท่วมแบบสำเร็จรูป สูง 2.5 เมตร กว้าง 1.2 เมตร ระยะทาง 700 เมตร ที่วางอยู่ในแนวฐานเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำป่าสักเพื่อป้องกันน้ำเอ่อล้นเข้ามาในวัดป้องไม่อยู่น้ำทะลักเข้าวัดไชยฯส่วนวัดไชยวัฒนาราม โบราณสถานสำคัญอีกแห่งของ จ.พระนครศรีอยุธยา ถึงแม้เจ้าหน้าที่จะทำพนังกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นอย่างดี แต่กลับมีน้ำไหลเข้าทางหลังวัดจนเจิ่งนองเต็มพื้นที่บริเวณวัด เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรต้องเพิ่มเครื่องสูบน้ำอีก 4 เครื่องเร่งระบายออก ขณะเดียวกันระดับน้ำในแม่น้ำลพบุรีเพิ่มสูงขึ้นจนเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่วังช้างอยุธยาแลเพนียด นายลายทองเหรียญ มีพันธ์ ผอ.วังช้างฯ เร่งให้ควาญช้างและคนงานขนย้ายช้างออกจากจุดที่น้ำท่วมสูง โดยนำช้างแม่ลูกอ่อน 6 คู่ 12 เชือก ไปอยู่ชั่วคราวที่โคกเพนียดคล้องช้างได้รับอนุญาตจากอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เจ้าของพื้นที่ หากระดับน้ำสูงขึ้นอีกจนอยู่ไม่ได้ก็อาจต้องย้ายช้างทั้งหมด 85 เชือกคลองชลประทานล้นท่วมถนนจ.ปทุมธานี น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนริมน้ำในพื้นที่ ต.ป่างิ้ว ต.เชียงรากใหญ่ และ ต.คลองควาย อ.สามโคก นอกจากนี้ที่หมู่ 1 ถึงหมู่ 3 ต.คลองควาย มีน้ำท่วมสูง โดยเฉพาะชุมชนข้างวัดเจดีย์ทอง นายสายชล ภู่เฉลิมตระกูล กำนัน ต.คลองควาย ต้องรีบทำสะพานทางเดินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ขณะที่น้ำคลองชลประทานที่ 13 เอ่อล้นจนท่วมถนนหน้าวัดปทุมนายก หมู่ 6 ต.ศาลาครุ อ.หนองเสือ ชาวบ้านต้องช่วยกันก่อสร้างแนวดินเพื่อป้องกันน้ำเข้าท่วมบ้านเรือนและบ่อเลี้ยงปลา นายชุติมันต์ สกุลพราหมณ์ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือ กล่าวว่า สาเหตุที่น้ำในคลองชลประทานที่ 13 เอ่อท่วมข้ามถนนจนเกือบจะเข้าบ้านเรือนประชาชน เนื่องจากเกิดการสะสมของน้ำที่มาจากภาคเหนือ ขณะนี้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ลดปริมาณการผันน้ำแล้วจะไม่ให้มีผลกระทบต่อชาวบ้านทะเลหนุนน้ำทะลักปากเกร็ดจ.นนทบุรี เจ้าหน้าที่เทศบาลนครปากเกร็ดและกำลังทหารช่วยกันเร่งบรรจุทรายลงกระสอบ บริเวณชุมชนบ้านหาด ซอยวัดกู้ ถนนแจ้งวัฒนะ ต.ปากเกร็ด เพื่อนำไปวางทำแนวกั้นน้ำในชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกแนวคันกั้นน้ำ เช่น ชุมชนซอยคานเรือ และชุมชนปากด่าน เป็นจุดเสี่ยงที่ชาวบ้านจะได้รับผลกระทบน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือน เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงในช่วงที่มีน้ำทะเลหนุนสูงสุด วัดระดับได้ 2.2 เมตร ที่บริเวณท่าน้ำปากเกร็ด นอกจากนี้ยังจัดทำสะพานไม้ให้ทุกชุมชนที่ได้รับผลกระทบเพื่อใช้เดินทางเข้าออกบ้านได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ไม่ต้องเดินลุยน้ำฝนเทน้ำท่วมอุโมงค์ดินแดงส่วนพื้นที่กรุงเทพฯมีฝนฟ้าคะนองตลอดช่วงบ่าย ทำให้ภายในอุโมงค์ลอดใต้ทางด่วนดินแดง มีน้ำท่วมขัง จากทิศทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมุ่งหน้าถนนประชาสงเคราะห์ ประกอบกับมีรถเสียอยู่กลางอุโมงค์ ทำให้การจราจรติดขัด ท้ายแถวยาวไปถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตำรวจจราจร สน.ดินแดง และเจ้าหน้าที่สำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร ร่วมกันเข้าคลี่คลายสถานการณ์ สอบถามทราบว่าสาเหตุเกิดจากระบบไฟฟ้าขัดข้อง เนื่องจากตู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำ พัดลมระบายอากาศ และไฟส่องสว่างในอุโมงค์ได้รับความเสียหาย จากสถานการณ์การชุมนุมของหลายกลุ่มบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงในห้วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาปภ.แจ้งเตือน 3 จว.เหนือเขื่อนนายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ประสาน 3 จังหวัดคือ นครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่ เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำเอ่อล้นตลิ่งจากระดับน้ำด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น ให้จัดเจ้าหน้าที่ติดตามข้อมูลการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิดและประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริษัท ห้างร้านที่ประกอบกิจการในแม่น้ำเจ้าพระยาและลำน้ำสาขา เช่น งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแพร้านอาหารริมน้ำ แพเรือโดยสารสาธารณะ รวมถึงเตรียมพร้อมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และระมัดระวังอันตรายจากการสัญจรทางน้ำ อีกทั้งประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรกลด้านสาธารณภัย ปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชน 24 ชม.สถานการณ์น้ำเหนือเริ่มคลี่คลายกรมชลประทานรายงานว่า แนวโน้มสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนเริ่มคลี่คลาย น้ำที่มาจาก จ.สุโขทัย ผ่านแม่น้ำยมถูกผันเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งบางระกำได้เกือบ 400 ล้าน ลบ.ม.แล้ว ส่วนน้ำจากฝั่งแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม บริเวณ จ.นครสวรรค์ ถูกผลักเข้าไปเก็บไว้ในบึงบอระเพ็ดได้ราว 200 ล้าน ลบ.ม. ช่วยลดปริมาณน้ำหลากลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำจะทยอยลดลงในระยะต่อไป สำหรับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ฝั่งคลองชัยนาท-ป่าสัก (ฝั่งตะวันออก) ไม่ได้มีการรับน้ำเข้า เพราะน้ำจาก อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ และ อ.บ้านหมี่ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี ยังมีอยู่มาก แต่จะเพิ่มการระบายน้ำฝั่งตะวันตกทางแม่น้ำท่าจีนเพิ่ม เพื่อหน่วงน้ำฝั่งตะวันตกไว้ จากสถานการณ์ดังกล่าวกรมชลประทานได้ปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้เกิน 2,700 ลบ.ม.ต่อวินาที หรืออาจจะเกินบ้างเล็กน้อยหากมีฝนตกลงมา แต่จะพยายามระบายน้ำไม่ให้เกินจากนี้เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ตอนล่าง ควบคู่ไปกับการเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้ได้มากที่สุดส่งทีมแพทย์ดูแลผู้ประสบภัยนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า อิทธิพลพายุเตี้ยนหมู่ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ 264,210 ครัวเรือนใน 195 อำเภอ จาก 31 จังหวัด มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 51 ราย เสียชีวิต 27 ราย และสูญหาย 1 ราย ขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 14 จังหวัด สำหรับสถานบริการสาธารณสุข ได้รับผลกระทบ 78 แห่ง เปิดบริการตามปกติ 48 แห่ง เปิดบริการบางส่วน 8 แห่ง และปิดบริการ 29 แห่ง สธ.ส่งทีมปฏิบัติการด้านการแพทย์ 144 ทีม ดำเนินการดูแลประชาชนและผู้ประสบภัยใน 17 จังหวัด รวม 60,467 ราย อาการเจ็บป่วยที่พบมากสุดคือน้ำกัดเท้า ตามด้วยอาการทางผิวหนัง แพ้ ผื่นคัน และเหนื่อยอ่อนเพลีย การประเมินสุขภาพจิตมีภาวะเครียดระดับมาก 2 ราย ดำเนินการดูแลแล้ว นอกจากนี้ยังสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์จากส่วนกลาง 5 พันชุดในพื้นที่ 6 จังหวัด พร้อมกำชับให้เฝ้าติดตามสถานการณ์และผลกระทบด้านโรคและภัยสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำท่วม ที่ต้องเน้นย้ำคืออุบัติเหตุ เช่น จมน้ำ ไฟฟ้าช็อต ขอให้ประชาชนระมัดระวังโพลชี้ ปชช.เชื่อมั่นรัฐบาลน้อยกรุงเทพโพลโดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “ครบ 10 ปี มหาอุทกภัย คนไทยหวาดหวั่นหรือไม่” เก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ 1,077 คน พบว่า จากข่าวน้ำท่วมจังหวัดต่างๆ ขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 57.5 มีความกังวลค่อนข้างน้อยถึงไม่กังวลเลย ว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอยปี 54 ร้อยละ 42.5 มีความกังวลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด เมื่อถามว่าเชื่อมั่นเพียงใดว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมเหมือนปี 54 ได้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 70.4 ระบุว่า มีความเชื่อมั่นน้อยถึงน้อยที่สุด ร้อยละ 29.6 เชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด ส่วนคะแนนความพอใจต่อการเตรียมการรับมือสถานการณ์น้ำท่วม จากทุกภาคส่วนเฉลี่ย 3.02 คะแนนจากเต็ม 5 คะแนน ด้านที่ได้คะแนนมากสุดคือการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเฝ้าระวังและเตรียมรับมือ ส่วนเรื่องที่กังวลมากที่สุดจากสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.5 ระบุว่า กังวลเรื่องการรับมือกับโรคระบาดที่มากับน้ำพร้อมกับการรับมือเชื้อโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดทั่วประเทศยังมีฝนตกต่อเนื่องกรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายสภาพอากาศช่วงวันที่ 2-4 ต.ค. ลมตะวันออกและลมตะวันออก เฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทย ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทย ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคกลาง และภาคใต้ฝั่งตะวันออก ส่วนช่วงวันที่ 5-8 ต.ค. ร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทย จะเริ่มมีกำลังแรงขึ้น ทำให้มีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้