หลังจากที่รอคอยมานานหลายปี ในที่สุดร่างกฎหมายสำคัญฉบับหนึ่งของประเทศไทย ก็ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร อย่างเงียบๆในวันเดียวกันถึง 4 ร่าง นั่นก็คือร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เป็นการผ่านร่างกฎหมายสามัคคี มีทั้งของรัฐบาลและฝ่ายค้านเป็นร่างกฎหมายที่สอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยร่วมลงนามกับประเทศอื่นๆรวมเป็น 172 ประเทศ ครบรอบ 35 ปี แต่ไทยยังไม่มีกฎหมายลูกรองรับ แต่ในที่สุดก็ผ่านสภาผู้แทนราษฎรพร้อมกันถึง 4 ร่าง สาระสำคัญของกฎหมายน่าจะแบ่งแยกเป็น 2 ส่วน คือการทรมานและการทำให้คนสูญหายเมื่อพูดถึงการป้องกันและการปราบปราม “การทรมาน” อาจทำให้คนทั่วไป เข้าใจง่ายหน่อย เพราะหมายถึง การซ้อมทรมาน หรือกระทำการใดๆ เพื่อบีบบังคับให้ผู้ต้องหารับสารภาพ หรือเปิดเผยข้อมูลบางอย่างเหมือนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นครสวรรค์ เมื่อเร็วๆนี้ กรณีตำรวจใช้ถุงดำ คลุมหัวผู้ต้องหาจนสิ้นใจส่วน “การกระทำให้บุคคลสูญหาย” อาจเข้าใจยากหน่อย พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ การที่ตำรวจ “อุ้มหาย” ใครคนใดคนหนึ่ง ที่มีพฤติกรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น กรณีที่ตำรวจถูกกล่าวหาจับกุมและ “อุ้ม” ทนายชื่อดังหายไป เมื่อปี 2547 หรือกรณีของ “บิลลี่” ผู้นำกะเหรี่ยงแห่งอุทยานแก่งกระจานทั้งสองกรณี มีเจ้าหน้าที่รัฐถูกฟ้องดำเนินคดี แต่ถูกยกฟ้องทั้งสองคดี เพราะหลักฐานพยานอ่อน ผู้ถูกกล่าวหาทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นผู้มีอำนาจ จึงสามารถสอบสวน ทำให้หลักฐานอ่อนได้ มีข้อมูลระบุว่า มีคนถูกอุ้มหายไปอย่างน้อย 81 คน ที่ไม่เป็นข่าวไม่รู้อีกเท่าไหร่ จึงต้องมีกฎหมายที่เข้มงวดหวังว่าร่าง พ.ร.บ.ซ้อมทรมานและอุ้มหายทั้ง 4 ฉบับ จะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และประกาศใช้เป็นกฎหมาย ภายในเวลาอันสมควร อาจจะไม่ใช่ร่างที่สมบูรณ์ แต่ถือเสียว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปตำรวจ ที่คาราคาซังมาหลายปี แม้จะปฏิรูปเพียงบางส่วนก็ยังดี เพราะเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการสอบสวนรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติระบุว่า ต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรต่างๆในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งตำรวจให้มุ่งอำนวยความ ยุติธรรมแก่ประชาชน การสอบสวนต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุล ระหว่างตำรวจกับอัยการ ถ้าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญจะไม่มีการอุ้มหาย และไม่ใช้ถุงดำคลุมหัวผู้ต้องหาโดยเด็ดขาด.