ชาร์ลี วิลสัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 2 รัฐเท็กซัสสหรัฐฯ ฟันเฟืองสำคัญในการผลักดันให้สภาคองเกรสสหรัฐฯสนับสนุนนักรบมูจาฮีดีน อัฟกานิสถาน จนสามารถเอาชนะกองทัพสหภาพโซเวียตได้อย่างหมดจด เคยพูดไว้ในเรื่องนี้ว่า “และสุดท้ายเราก็ทำฉิบหายเองช่วงปิดเกม”คำกล่าวนี้เหมือนจะย้อนกลับมาเตือนความทรงจำกันอีกครั้ง หลังเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ปรากฏชัดว่างบประมาณหลักล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอด 20 ปีที่รัฐบาลสหรัฐฯทุ่มไปกับการติดอาวุธกองทัพรัฐบาลอัฟกานิสถาน ฝึกฝนกำลังพลอัฟกันกว่า 300,000นาย และชีวิตทหารอเมริกันหลายพันนายที่สูญเสียไป ก็แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย หลังกองกำลังติดอาวุธ “ตาลีบัน” ประสบชัยชนะทางการทหารครั้งยิ่งใหญ่ ครองหัวเมืองทั่วประเทศ และกรีฑาทัพเข้ายึด “กรุงคาบูล” ได้อย่างไร้การต้านทานจนนำไปสู่ข่าวอันน่าสลดใจ คล้ายกับช่วงเหตุการณ์กรุงไซ่ง่อนแตก ในยุคสงครามเวียดนามปี 2518 เฮลิคอปเตอร์บินรับเจ้าหน้าที่การทูต ชาวบ้านหลั่งไหลไปยังสนามบินนานาชาติ เนื่องจากกลัวความโหดร้ายของกลุ่มตาลีบันที่อาจเกิดขึ้นเยี่ยงในอดีต พยายามตะเกียกตะกายเกาะไปกับล้อหรือลำตัวเครื่องบิน ส่งผลให้ร่วงลงมากระแทกพื้นหรือขาดอากาศเสียชีวิตกันอย่างน่าอนาถภาพเหล่านี้อาจไม่เกิดก็เป็นได้ หากสหรัฐฯยกเลิกความพยายามที่จะยัดเยียดกระบวนการของโลกตะวันตกให้กับชาวอัฟกัน หรือหากสหรัฐฯไม่ได้ทอดทิ้งอัฟกานิสถานไปในช่วงยุคสงครามเย็น ทั้งที่ตอนนั้นก็ทราบดีว่า หลังโซเวียตถอนทหารออกไปแล้ว ประชากรกว่าครึ่งมีอายุเฉลี่ยเพียง 14 ปี และประชากรผู้ใหญ่ส่วนมากก็ต่างเป็นนักรบเดนตายที่ได้รับการฝึกฝนเรื่องการศึกมาเป็นอย่างดีจากอเมริกา และเผชิญกับความโหดร้ายมาอย่างโชกโชน เมื่อคนเหล่านี้ขึ้นมา “ดูแล” ประเทศจะเป็นเช่นไรคำถามถึงสภาพของ “อัฟกานิสถาน” หลังจากนี้คงเป็นเรื่องที่ยากจะให้คำตอบได้ชัดเจน เพราะมีหลายปัจจัยให้ต้องจับตาดูกัน สิ่งแรกคือ “รัฐบาลตาลีบัน” จะมีรูปแบบใด ตอนนี้ทราบกันจากแถลงการณ์ของตาลีบันเพียงว่า จะพยายามสร้างความหลากหลาย ดึงคนหลายกลุ่มเข้ามาทำงานร่วมกัน แต่แน่นอน ไม่พูดเรื่องสิทธิในการโหวต 1คน 1 เสียง ตามระบบเลือกตั้งของชาติตะวันตกประการต่อมาในเรื่องเสถียรภาพและความมั่นคงของอัฟกานิสถาน ตาลีบันจะดำเนินการอย่างไร เนื่องจากเอาเข้าจริงแล้ว กลุ่มตาลีบันมีโครงสร้างแบบ “กระจายศูนย์” เป็นการรวมตัวของกองกำลังกลุ่มต่างๆที่มีเหล่า “ขุนศึก” เป็นแกนนำ มีฝ่ายการเมืองเป็นคนกำหนดนโยบายจริง แต่เรื่องการบังคับใช้อาจเป็นปัญหา หากเกิดกรณีกระด้างกระเดื่องจากสายหัวรุนแรงหรือสายเคร่งที่ต้องการให้ “หลักศาสนา” ถูกบังคับใช้เป็น “กฎหมาย” อย่างจริงจังนอกจากนี้ฝ่ายการเมืองยังพยายามสร้างความเชื่อมั่นแก่โลกว่า “สิทธิสตรี” ที่เคยเป็นปัญหาในอดีตจะได้รับการแก้ไข ตาลีบันจะให้ความเคารพต่อสิทธิดังกล่าวตามคุณค่าทางศาสนาและบรรทัดฐานของชาวอัฟกันและดั่งที่ได้มีการประกาศนิรโทษกรรมข้าราชการของรัฐบาลชุดเก่าไปแล้ว พร้อมต้องการให้ผู้หญิงมาทำงานในรัฐบาลใหม่ แต่คำถามที่หลายคนสงสัยคือในเมืองหลวงอาจจะใช่ แต่ในชนบทบางพื้นที่แกนนำสายเคร่งดูแลอยู่จะเป็นอย่างไร ภาพกลุ่มผู้หญิงในชุดคลุมมิดชิดถูกไล่โบยจะกลับมาอีกหรือไม่และประการที่สำคัญ “สภาพเศรษฐกิจ” ของรัฐบาลอัฟกานิสถาน ภายใต้การปกครองของรัฐบาลตาลีบันจะดูแลไหวกันหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาบริหารกันด้วยงบช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า เมื่อปี 2562 อัฟกานิสถานได้รับเงินช่วยเหลือคิดเป็น 22 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และ 10 ปีก่อนหน้านั้น ก็ได้รับเงินช่วยเหลือคิดเป็น 49 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แต่แน่นอนว่าจะมีหลายประเทศที่ประเทศตัดความช่วยเหลืออย่างสิ้นเชิง ทันทีที่รัฐบาลตาลีบันนำหลักศาสนามาใช้เป็นกฎหมายเศรษฐกิจอัฟกานิสถาน ช่วงหลังอเมริกาเข้ายึดครอง เติบโตเฉลี่ย 9 เปอร์เซ็นต์ในระยะเวลา 10 ปี แต่สิ่งที่ฝังรากลึกและยากจะเปลี่ยนแปลง คือการที่คนชินกับวิธี “นอกระบบ” ต่างๆไม่ว่าลักลอบค้าของเถื่อน ขุดเหมืองเถื่อน ขณะที่หนึ่งในรายได้หลักของตาลีบันคือการค้ายาเสพติดอย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า จีนได้มีความพยายามผูกมิตรกับตาลีบันมานานหลายปี จนช่วงก่อนจะยึดกรุงคาบูล ตาลีบันพูดชัดเจนว่าจีนคือเพื่อน และยินดีให้เข้ามาลงทุน น่าสนใจว่าเมื่อรัฐบาลตาลีบันเป็นรูปเป็นร่างแล้ว จีนจะเข้ามามีบทบาทมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในด้านทรัพยากร เพราะอัฟกานิสถานเปรียบเสมือนเพชรดิบยังไม่เจียระไน มีแร่ธาตุมากมาย ไม่ว่าทองแดง โคบอลต์ ถ่านหิน เหล็ก น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ อัญมณี และที่สำคัญคือ “ลิเธียม” วัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่มือถือในปัจจุบัน ซึ่งกลาโหมสหรัฐฯเคยเปรียบเทียบถึงขั้นว่า ซาอุดีอาระเบียมีน้ำมันขนาดไหน อัฟกานิสถานก็มีลิเธียมเยอะขนาดนั้นจึงเป็นเรื่องที่สมควรจับตากันต่อไป ว่าการกลับมาของตาลีบันจะส่งผลลัพธ์ทางใด แต่เรื่องที่ชัดเจนคือ “ประชาชนอัฟกันตาดำๆ” ไม่มีทางอยู่ในสมการของเกมอำนาจและผลประโยชน์อย่างแน่นอน.วีรพจน์ อินทรพันธ์