กระแส “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” บานปลายนำไปสู่การยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ขอให้การเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 เป็นโมฆะ และเอาผิด กกต.ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ จัดการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม จากการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง มีความเสี่ยงที่ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งจะถูกเช็กย้อนกลับได้ว่าลงคะแนนให้ใครหรือพรรคการเมืองใด ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับความเข้าใจพื้นฐานของประชาชนทั่วไปคิดว่าการเลือกตั้งต้องเป็นเรื่องส่วนตัว และเป็นความลับ ถ้าไม่ใช่ด้วยความบังเอิญที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ถ่ายบัตรเลือกตั้งที่ยังไม่ได้ลงคะแนน ซึ่งมีบาร์โค้ดอยู่ด้านล่างบัตรด้วย กระจายไปในโลกออนไลน์ ก็คงไม่มีใครรู้ว่าบัตรลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้มีช่องทางให้ตามสืบย้อนได้ว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งแต่ละคนลงคะแนนเลือกใครคนที่อกสั่นขวัญแขวนคือพวกหัวคะแนน เพราะถ้าตรวจสอบได้ว่าฐานเสียงที่รับปากไว้ทำคะแนนไม่ได้ตามเป้า ก็อาจถูกตามเช็กบิล เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตการเลือกตั้งที่ควรเป็นเรื่องโคตรลับ เลยกลายเป็นลับๆล่อๆขณะที่ กกต.ชี้แจงว่า บาร์โค้ดมีไว้เพื่อควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันการปลอม และช่วยจัดการระบบ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตามเช็กว่าใครเลือกใคร โอกาสที่จะรู้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใคร จะต้องมีครบทั้งบัตรลงคะแนน ต้นขั้วบัตร และบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้แยกเก็บคนละที่อย่างรัดกุม ยืนยัน การลงคะแนนยังเป็นความลับตามกฎหมายเหมือนเดิมคำอธิบายเชิงเทคนิคแบบนี้อาจจะปลอดภัยแล้วในมุมผู้จัดการระบบ แต่จุดสมดุลระหว่างการจัดการเลือกตั้งให้รัดกุม กับการรักษาความลับของผู้ลงคะแนน อยู่ตรงไหน การเลือกตั้งที่ดีไม่ใช่แค่ถูกต้องตามขั้นตอน แต่ต้องทำให้คนเชื่อมั่นด้วย ในเมื่อประชาชนยังรู้สึกเคลือบแคลงใจ แม้จะยังไม่เกิดกรณีตัวอย่างปรากฏชัด แต่แค่ “มีโอกาส” ก็เพียงพอให้สังคมเกิดความไม่สบายใจแล้วคุณนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ยกคำพิพากษาเก่ามาเทียบเคียงว่า ศาลปกครองกลางเคยมีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 607-608/2549 วินิจฉัยไว้ว่า หากการออกคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้น สามารถคาดเดาได้ โดยง่าย ว่าผู้นั้นได้ทำเครื่องหมายกากบาทเลือกผู้ใด ย่อมทำให้การเลือกตั้งดังกล่าวไม่เป็นความลับรวมถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ที่วินิจฉัยว่า เพียงแค่อยู่ในวิสัยที่สามารถล่วงรู้ ได้ถึงการลงคะแนนเสียงได้นั้น ก็ย่อมทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับและขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะอย่างไรก็ตาม ถึงแม้มีแนวคำพิพากษาในอดีตไว้เป็นบรรทัดฐาน แต่กฎหมายมีช่องให้ออกได้เสมอ และแต่ละคดีมีข้อเท็จจริงรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกัน คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 2569 ที่มีการยื่นฟ้อง 3 ศาลก็ต้องรอดูตอนจบที่ศาลสำหรับคอการเมืองวิพากษ์วิจารณ์คดีนี้ในเชิงการเมือง ไม่ยึดโยงกับข้อกฎหมาย ส่วนใหญ่ประเมินว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่ถูกตัดสินเป็นโมฆะ เพราะยุคนี้การเมืองมีแค่ 2 ขั้ว สู้กันระหว่างขั้วเก่ากับขั้วใหม่ เมื่อพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลได้ง่ายและมีเสถียรภาพ คู่ต่อสู้ทางการเมืองสิ้นฤทธิ์ ก็ไม่ควรมีเหตุปัจจัยใดมาทำให้การเมืองสะดุดปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยกุมอำนาจบริหารประเทศต่อไป.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม