เปิดยุทธการเจ็ดวันดาวกระจาย “ปฏิบัติการแพทย์ชนบทกู้ภัยโควิดกรุงเทพมหานคร” อันเกิดจากพลังเล็กๆของ “หมอและโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ” ที่ร่วมกันเป็นหนึ่งลุยบริการสุขภาพแบบวันสต็อปเซอร์วิส ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายใต้รหัสทีมหมอชนบทบุกกรุง#3 อันเป็นเสมือน “หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เร็ว” ให้บริการเคาะประตูบ้านตรวจหาโควิด-19 ถ้าเจอผู้ป่วยติดเชื้อทำการวินิจฉัยรักษาด้วย “การจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) และฟ้าทะลายโจร” หากอาการไม่ดีขึ้น 5 วัน เร่งนำตัวเข้าสู่การรักษาในสถานพยาบาลรัฐทันทีนับเป็นภารกิจสามารถตรวจคัดแยกผู้ติดเชื้อสีเขียวรวดเร็วลดป่วยหนักถูกจุดอุดช่องว่างลดความทุกข์ของประชาชนเร็วทันใจ ทำให้ปฏิบัติการกู้ภัยโควิดนี้ได้รับความชื่นชมจากคนไทยล้นหลามในเวลาต่อมาจุดเริ่มต้นทีมแพทย์ชนบทบุกกรุงกู้ภัยโควิดนี้ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท เล่าว่า แนวคิดนี้มาจาก “ความทุกข์ยากพี่น้องเมืองหลวง” ที่ไม่สามารถเข้าถึงการคัดกรองได้จนมีภาพ “ผู้คนต่อแถวรอตรวจโควิดฟรียาวเหยียด” ที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ สร้างความสะเทือนใจคนไทยทั้งชาติมาแล้ว ทั้งยังมีเหตุ “ผู้ป่วยนอนตายที่บ้านแทบทุกวัน” จากสภาวะคนไข้ล้นโรงพยาบาลที่ส่งผลให้ “แพทย์ในกรุงเทพฯ” ต่างทำงานหนักมาก ดังนั้น “แพทย์ชนบท” มีจุดมุ่งหมายเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระตรวจคัดกรองเชิงรุกหาคนติดเชื้อในเขตกรุงเทพฯ เพื่อให้ผู้ป่วยรู้ตัวเองแล้วเข้าสู่กระบวนการรักษาตัวโดยเร็วปฏิบัติการตรวจเชิงรุกนี้เป็นครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 4-10 ส.ค. มีทีมแพทย์ 40 ทีม ราว 400 ชีวิต แต่ละทีมมีแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และสหสาขาวิชาชีพ มีภารกิจ 4 ด้านหลัก คือ 1.ตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ทราบใน 30 นาที 2.ตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูงในชุมชนมาตรวจเพิ่มเติมภารกิจที่ 3.กรณี ATK ผลบวกจะประเมินความรุนแรงโดยแพทย์แล้วจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ หรือยาฟ้าทะลายโจร 4.ฉีดวัคซีนในรายมีผลตรวจเป็นลบ และกลุ่มโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงทว่า...“ปฏิบัติการกู้ภัยโควิดครั้งที่ 3” มีความสำคัญในการพัฒนา “โมเดลตรวจเร็วเจอเชื้อรักษาทันที” ด้วยการจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ หรือจ่ายยาฟ้าทะลายโจรแล้วแต่กรณีตามอาการผู้ป่วยนั้น อันเกิดจากเก็บข้อมูลปฏิบัติการครั้งที่ 1, 2 เน้นตรวจค้นกรองหาเชื้อแยกผู้ป่วยออกจากชุมชนแล้วนำข้อมูลมาพัฒนาต่อยอดได้กลายเป็นตัวช่วยชุมชนเมืองลดอัตรา “ผู้ติดเชื้ออาการน้อยไม่ลุกลามเป็นผู้ป่วยหนักเชื้อลงปอด” ที่ไม่ไปสู่การพึ่งพาเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้ ทั้งยังลดการเสียชีวิตที่บ้านน้อยลงด้วย ในส่วน “กลุ่มเสี่ยง 7 โรค...ผู้สูงอายุ” ถ้าเจอทำการฉีดวัคซีนให้ทันทีเสมือนบริการสุขภาพในโรงพยาบาลวันสต็อปเซอร์วิสในหนึ่งวันจบประเด็นมีอยู่ว่า...“ยาฟาวิพิราเวียร์” สถานการณ์นี้หายากขาดแคลนจนแทบจะกล่าวได้ว่าเป็น “ยาเทวดา” ต้องจ่ายยาเฉพาะ “คนไข้หนัก” แต่เราต้องทำลายข้อจำกัดยาหายากนี้ไป ด้วยเพราะโรงพยาบาลไม่เพียงพอรองรับแม้ “คนไข้สีแดง” ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงสถานพยาบาลสิ่งที่ทำได้ตอนนี้จำเป็นต้องเร่งจ่ายยาเร็วที่สุด ปฏิบัติการพิเศษครั้งนี้ใช้หลัก “จ่ายยาเร็วตัดวงจรอาการป่วยหนัก” เพื่อหยุดวงจรการเปลี่ยนสีจากผู้ป่วยสีเขียวไม่เป็นสีเหลือง สีแดง...“คนติดเชื้อโควิด” มีอาการหรือไม่มีอาการก็แล้วแต่ต้องได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ เพื่อให้รับบริการสุขภาพที่ดี ยกเว้น “คนไข้อาการดีขึ้น” เช่น คนหนุ่มสาวติดเชื้อไม่มีอาการก็ไม่ได้รับยานี้ ย้ำว่า “ยาฟาวิพิราเวียร์หายากขาดแคลนจริง” เป็นภารกิจกระทรวงสาธารณสุขแก้ปัญหานี้เช่น “องค์การเภสัชกรรม” อาจเร่งนำเข้าเคมีสารตั้งต้นนำมาผลิตอัดเม็ดยามากขึ้นหากผลิตไม่ทันความต้องการก็นำเข้าจากต่างประเทศได้ แต่โชคดีไม่ปรากฏว่า “ยาฟาวิพิราเวียร์หมดประเทศ” ที่ไม่อาจยอมให้เกิดเช่นนั้นได้ดังนั้นการจ่ายยาให้ “คนไข้” ต้องตรงตามมาตรฐานทางการแพทย์โดยเคร่งครัด “ผู้ป่วยต้องรับยากินครบเต็มโดส” ที่จะไม่สามารถจ่ายยาให้แบบครึ่งๆ กลางๆได้ เท่าที่ติดตามผลหลังคนไข้รับยาแล้วก็ใช้เวลา 5 วัน อาการมักดีขึ้นตามลำดับ แต่ถ้าเกินกว่านี้อาการไม่ดีขึ้นจำเป็นต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลด่วนทว่าหลักๆแล้ว...“ผู้ป่วยรับยา” มักมีอาการดีขึ้นสามารถช่วยเหลือชีวิตผู้คนได้ค่อนข้างมาก ในปฏิบัติการครั้งที่ 3 ผู้เข้ารับการตรวจแบบ ATK 145,566 คน มีผลบวก 16,186 คน คิดเป็นอัตราการติดเชื้อร้อยละ 11.1 ส่งตรวจ RT-PCR 15,562 คน เป็นผู้ป่วยสีแดง 331 คน สีเหลือง 4,639 คน และผู้ป่วยสีเขียว 11,216 คนผู้ป่วยรับยาฟาวิพิราเวียร์ 9,343 คน รวมจ่ายไป 467,150 เม็ด และรับยาฟ้าทะลายโจร 3,614 คน ผลตรวจยืนยันด้วยวิธี RT-PCR ผลบวกจริงร้อยละ 99.42 ผลบวกลวงเพียงร้อยละ 0.58 ทั้งยังฉีดวัคซีนเข็มแรก 7,761 คน ในส่วน “ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2” ตกลงกับ กทม. ในการรับภารกิจนี้ต่อดำเนินการฉีดอีก 3 เดือนข้างหน้า“ปฏิบัติการครั้งนี้เรามาในนามกระทรวงสาธารณสุขและ สนง.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้การสนับสนุนอย่างดียิ่งเกี่ยวกับ “ยาฟาวิพิราเวียร์และวัคซีนโควิด” ทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงด้วยดี” นพ.สุภัทร สะท้อนปัญหาที่พบต่อว่า “คนจนเขต กทม.” เป็นบุคคลขาดโอกาสมาก โดยเฉพาะ “กลุ่มเสี่ยงเปราะบาง” ทั้งผู้สูงอายุ กลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรัง คนพิการผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงไม่อาจออกบ้านได้ เพราะไม่มีเงินรายได้ ทำให้ขาดการรับวัคซีนเมื่อคนในบ้านติดเชื้อแล้วไม่ได้ตรวจคัดกรองจนเกิดระบาดในครอบครัวการตรวจเชิงรุกเข้าไปในชุมชนทำให้ “ผู้ด้อยโอกาสกลุ่มเปราะบาง” ได้ตรวจคัดกรอง...ฉีดวัคซีนถึงที่บ้าน เพราะแม้มี “มาตรการตั้งรับตั้งจุดตรวจ” ก็สามารถเข้าถึงเฉพาะกลุ่มมีกำลังเดินทางได้เท่านั้นความจริงแล้ว “สังคมไทยมีผู้ด้อยโอกาสอยู่มาก” ไม่ว่าจะเป็นคนไม่มีทะเบียนบ้านใน กทม. แรงงานต่างด้าวก็มี ในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อแล้วไม่สามารถออกไปรักษาด้วยซ้ำ...“แพทย์ชนบท” มีหน้าที่เข้ามาช่วยเสริมช่องว่างตรงนี้ให้ทุกคนได้เข้าถึงการตรวจเชิงรุก เข้าถึงยารักษา และรับวัคซีนกันรวดเร็วเท่าเทียมกันเรื่องนี้ต้อง “ขอบคุณภาคประชาชนในพื้นที่ กทม.” เป็นผู้ทำหน้าที่กำหนดกลุ่มเป้าหมาย พร้อมจัดการสถานที่ ดำเนินการลงทะเบียนจัดคิวและ นัดชาวบ้านให้ออกมาตรวจคัดกรองกันเสมือน “ผู้ทำหน้าที่พ่อบ้าน” ถ้าเป็น เฉพาะ “แพทย์ชนบท” คงไม่สามารถทำได้ เพราะแค่ขับรถในกรุงเทพฯก็หลงทางกันแล้วประการต่อมายอมรับว่า “ระบบโฮมไอโซเลชัน” เป็นทางเลือกสุดท้ายต่อ “การกักตัวรักษาที่บ้าน” เพราะระบบในโรงพยาบาลเต็ม แต่ความจริง “ระบบโฮมไอโซเลชันของคนชุมชนแออัด” มีข้อจำกัดมาก ทำให้เป็นปัจจัยการระบาดในชุมชนกรุงเทพฯ ดังนั้นทุกชุมชนต้องมี “ศูนย์พักคอย” รองรับผู้ติดเชื้อเข้ารักษาห่างออกชุมชน เท่าที่เห็นระบบนี้ในเขต กทม. มีน้อย และสามารถพัฒนาด้วยการใช้โรงเรียนเป็นศูนย์พักคอยก็ได้ตอกย้ำ “ปฏิบัติการกู้ภัยโควิดเป็นความหวังของประชาชน” สังเกตจากเมื่อทราบว่า “ทีมแพทย์ชนบท” ลงพื้นที่ใดผู้คนมานั่งอย่างอดทนตั้งแต่เช้ามืดจนถึงเย็นมืดค่ำ เพื่อรับบริการตรวจคัดกรองทั้งยังมีหลายชุมชนร้องขอให้เข้าไปตรวจเชิงรุกต่ออีก แต่ด้วยครบกำหนด 7 วันแล้วจำต้องกลับไปปฏิบัติหน้าที่ตัวเองดังเดิม สิ่งสำคัญ “แพทย์ชนบท” อาสาเข้ามาช่วยกู้วิกฤติกรุงเทพฯต้องบริหารพื้นที่รับผิดชอบของตัวเองให้ดีเรียบร้อยก่อน เพราะถ้าพื้นที่เขตความรับผิดชอบมีการระบาดหนักอยู่ ก็ไม่อาจอาสาช่วยปฏิบัติการครั้งนี้ได้สุดท้ายนี้ตลอดเวลาปฏิบัติการตรวจเชิงรุกเผชิญความลำบากมากมาย ยืนทั้งวัน อากาศร้อนอบอ้าว เหนื่อยแสนสาหัส เมื่อได้เห็น “สายตาผู้คน...รอยยิ้มจากชาวบ้าน” ก็เป็นเสมือนกำลังใจสำคัญแห่งพลังในการช่วยเหลือประชาชน ตามที่ครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอนมาให้ใช้ความรู้ที่มีอยู่ออกไปช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้นแนวคิดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เร็วนี้ยังคงมีต่อไป แต่การระดมกำลังจากภูมิภาคมาช่วยกันเช่นนี้จะมีอีกหรือไม่นั้นคงพิจารณาอีกครั้งตามสถานการณ์การระบาด หากเป็นไปได้อยากให้ “กทม.” เจ้าของพื้นที่จัดการด้วยตัวเองจะเกิดความยั่งยืนที่สุด ส่วน “รัฐบาล” ต้องเร่งจัดหาวัคซีนให้เพียงพอที่จะเป็นทางรอดคนไทยนี่คือภาพสะท้อน “โมเดลภารกิจกู้ภัยโควิด” ที่เกิดจากพลังชมรมแพทย์ชนบท สธ. กทม. และภาคประชาสังคม ในการควบคุมสถานการณ์การระบาดเชื้อโรคร้ายในพื้นที่เป็นไปได้จริง.