เป็นเรื่องน่าเสียดายและน่าเศร้าใจ ที่หลังจากป้องกันมาปีกว่า “โควิด–19” ก็สามารถทะลวงเกราะป้องกันของประเทศไทยในที่สุดปัจจัยหนึ่งก็คือผลพวงของ “เชื้อกลายพันธุ์” ที่ติดต่อได้ง่ายและรวดเร็วกว่าเดิม ทั้งสามารถเล็ดรอดภูมิคุ้มกันของผู้ที่เคยติดเชื้อโควิดมาแล้ว ซึ่งเรามีครบชนิด ไม่ว่า “อัลฟา” “เบตา” และ “เดลตา” ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้เป็นตัวกลายพันธุ์ที่น่าวิตกกังวล (Variants of Concern)เช่นเดียวกับปัญหาการจัดการข้อมูลข่าวสาร ที่กำลังเป็นปัญหาในทั่วทุกมุมโลก คือการ “ด้อยค่า” วัคซีนประเภทต่างๆด้วยข้อมูลหลากหลายแง่มุม ประสบการณ์ฉีด ไปจนถึง “เฟกนิวส์” อย่างในบ้านเราวัคซีนจากจีนไม่เอา เชื่อว่าประสิทธิภาพต่ำ จะรอ mRNA ขณะที่ในยุโรปบางประเทศ ไม่เอาแอสตราเซเนกา เนื่องจากกังวลผลข้างเคียงโอกาสต่ำลิ่มเลือดอุดตัน ที่สิงคโปร์กลุ่มผู้สูงอายุ กลัว mRNA เนื่องจากไม่มีงานวิจัยเกี่ยวกับผลข้างเคียงระยะยาว ประกอบกับข่าวสารเอฟเฟกต์ที่เกิดขึ้นหลังเข้ารับการฉีดหรือกระทั่งสหรัฐอเมริกา บ้านเกิดของวัคซีนไฟเซอร์ โมเดอร์นา ก็ยังมีคนกลุ่มใหญ่ไม่ยอมไปฉีดกัน เนื่องจากไม่เชื่อมั่นวัคซีน ไปจนถึงเชื่อในทฤษฎี “แอนตี้–แวกซ์” ต่อต้านวัคซีนอันแสนจะหลุดโลก เลอะเทอะ มองเป็นเรื่องหลอกลวงของเหล่าบริษัทเวชภัณฑ์ที่หวังทำกำไร ฉีดแล้วจะพิการหรือกระทั่งเชื่อว่า วัคซีนที่ฉีดๆกัน คือรัฐบาลต้องการจะฝังชิปนาโนเข้าไปในร่างกายจับตาประชาชน จนเป็นผลให้เกิดการลุกลามของเชื้อระลอกใหม่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความคืบหน้าที่น่าสนใจ เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดในภูมิภาคต่างๆ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ “CDC” ประกาศยกระดับคำแนะนำการเดินทาง โดยประกาศเพิ่มรายชื่อให้ ประเทศไทย ฝรั่งเศส และอิสราเอลเป็นประเทศบัญชี ระดับ 4 ระดับสูงสุด มีการแพร่ระบาดของไวรัส เฉพาะอย่างยิ่งไวรัสตัวกลายพันธุ์ขั้นรุนแรง ขอให้หลีกเลี่ยงการ เดินทางไปยังจุดหมายเหล่านี้ ซีดีซีสหรัฐฯ เขียนคำแนะนำไว้ชัดเจนว่าหากจำเป็นต้องไป ควรให้แน่ใจว่า คุณได้รับการฉีดวัคซีนต้านไวรัสที่ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ครบแล้วสองโดส กระนั้นขอให้รับทราบด้วยว่า มีโอกาสที่จะติดเชื้อและสามารถนำไปแพร่ต่อให้คนอื่นได้อยู่ดี และข้อควรปฏิบัติคือสวมหน้ากากอนามัยแบบมิดชิดตลอดเวลาที่อยู่ในขนส่งสาธารณะ หรือที่ปิด เมื่อกลับมาถึงสหรัฐฯ ก็ควรเข้ารับการตรวจ หรือกักตัวเอง หากมีอาการเข้าข่ายส่วนผู้ที่ยังไม่ฉีดวัคซีน ให้ตรวจหาเชื้อก่อนเดินทาง สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาไม่ว่าอยู่ที่ไหน รักษาระยะห่างทางสังคมอย่างน้อย 2 เมตร หลีกเลี่ยงฝูงชน ล้างมือบ่อยๆหรือฉีดพ่นแอลกอฮอล์ (เข้มข้นอย่างน้อย 60 เปอร์เซ็นต์) ขณะที่การกลับสหรัฐฯ ให้กักตัวเองอยู่ในบ้านพัก 7 วันแม้ผลตรวจจะเป็นลบ แต่ถ้าไม่ตรวจหลังกลับมา ให้กักตัวเองเป็นเวลา 10 วัน พร้อมหลีกเลี่ยงการพบปะผู้อื่นเป็นเวลา 14 วัน ไม่ว่าผลตรวจจะเป็นบวกหรือลบก็ตามคำประกาศดังกล่าว มีขึ้นในขณะที่ประเทศ “บัญชีแดง” ระดับ 4 กลับมาเผชิญสถานการณ์ระบาดระลอกใหม่อย่างรุนแรง อิสราเอลฉีดวัคซีนครบสองโดสแก่ประชากรเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 5.4 ล้านคน ฉีดโดสแรก 5.82 ล้านคน มีอัตราการติดเชื้อเฉลี่ยวันละ 4,937 คน เสียชีวิตวันละ 14 คน ฝรั่งเศสฉีดวัคซีนครบสองโดสแก่ประชากรกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 34.4 ล้านคน ฉีดโดสแรก 45.2 ล้านคน มีอัตราการติดเชื้อเฉลี่ยวันละ 23,587 คน เสียชีวิตวันละ 58 คน และสำหรับไทย ฉีดวัคซีนครบสองโดสแก่ประชากรเกือบ 7 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 4.82 ล้านคน ฉีดโดสแรกราว 17 ล้านคน มีอัตราการติดเชื้อเฉลี่ยวันละ 20,924 คน เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 183 คนแม้จะมีตัวเลขสถิติทางการมายืนยันว่า วัคซีนต่างๆ (ไม่ได้ป้องกันติดเชื้อ 100 เปอร์เซ็นต์ ยังติดได้อยู่ดีไม่ว่าฉีดตัวไหน) ช่วยลดโอกาสในการล้มป่วยเข้าโรงพยาบาล หรือเสียชีวิตจากไวรัสมรณะ อย่างในสหรัฐฯหรือยุโรปนั้น ตลอดช่วงเดือน ม.ค. เป็นต้นมา ผู้ที่เสียชีวิตจากไวรัสกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ คือคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน หรืออย่างในจีน หากวัคซีนไม่ได้ผลเลย ก็คงมีสื่อตะวันตกพยายามแฉเรื่องตัวเลขผู้เสียชีวิตจากไวรัสหลังฉีดวัคซีนกันบ้างแล้ว แต่ปัญหาในขณะนี้ มีคนจำนวนมากทั่วโลกที่ยังไม่ยอมไปฉีดกัน หรือยกเลิกคิว ทั้งที่มีโอกาสและแน่นอนว่า เมื่อคนฉีดวัคซีนกันต่ำ ตัวเลขคนตายก็ยังต้องมีกันต่อไป ไม่รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่ตามมา ป่วยทำงานไม่ได้ ญาติพี่น้องล้มป่วย หรือถูกออฟฟิศสั่งให้หยุดอยู่บ้าน ทั้งที่คำตอบสุดท้ายมีอยู่ว่า ถ้าทุกคนฉีดกันหมดแล้ว ปัญหาต่างๆก็จะลดลงไปมากโข ดั่งคำที่ทูตสหรัฐฯเคยพูดกับนักข่าวว่า ควรเร่งฉีดวัคซีน เพราะจะไม่มีใครปลอดภัย จนกว่าทุกคนจะปลอดภัยดังนั้น ถึงเวลาเปลี่ยนมุมมองกันได้แล้ว หรือไม่ ว่าแทนที่เราจะรอความหวังของจากแดนไกล ก็หาฉีดของใกล้ตัวกันไปก่อน เพราะยังไงในอนาคตมีแนวโน้มชัดเจนว่า เราคงต้องฉีดผสมกันไปเรื่อยๆอยู่ดี คิดเสียว่ามีเกราะป้องกันไว้บ้าง ก็ยังดีกว่าวิ่งเข้าสมรภูมิตัวเปล่า.วีรพจน์ อินทรพันธ์