ความเคลื่อนไหวทางการเมือง วันนี้และต่อไปจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ย้อนประวัติศาสตร์ทางการเมืองไปเมื่อสมัย พฤษภาทมิฬ 2535 สมัยนั้น รัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร ก็ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ ที่มีเส้นทางไม่ต่างจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เลย เพียงแต่ว่า รัฐบาล พล.อ.สุจินดา มีอายุงานน้อยกว่า พล.อ.ประยุทธ์ มาก อาจจะเป็นเพราะเงื่อนไขทางการเมือง สถานการณ์แวดล้อมที่แตกต่างกันหนึ่งในเงื่อนไขก็คือ การมีผู้นำการชุมนุม หรือผู้นำม็อบที่เข้มแข็งอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แนวทางการต่อสู้ก็ไม่ต่างจากวันนี้เท่าไหร่ มีการยั่วยุ มีการใช้ความรุนแรง จนในที่สุดเกิดอคติระหว่าง ผู้ปฏิบัติ ทหาร ตำรวจ กับ ผู้ชุมนุม เมื่อผู้นำไม่ประสงค์จะมี การเจรจากันอย่างสันติ ไม่มีการตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลมความหายนะจึงเกิดขึ้นกับประเทศไทยการชุมนุมในตอนนั้น ภาพในอดีตย้อนกลับมาอีกครั้ง สามเหลี่ยมดินแดง ก็ไม่ต่างจาก ถนนราชดำเนิน มีภาพความรุนแรงทุกวัน แกนนำผู้ชุมนุมถูกจับ ม็อบก็ยังไม่ยุติ ไปโผล่ที่นั่นที่นี่เป็นม็อบดาวกระจายม็อบไม่มีผู้นำ ความจริงแล้ว เป็นม็อบที่ควบคุมและปราบยากกว่า ม็อบที่มีแกนนำ เพราะถ้าคุยกันระหว่างแกนนำกับผู้นำรัฐได้ ทุกอย่างก็จบ เลือกใช้วิธีตามระบอบประชาธิปไตย ยุบสภา ลาออก เลือกตั้งใหม่ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อนแต่ถ้าเลือกจะใช้กฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ เลือกใช้กำลัง จะเข้าสู่โซนอันตรายทันที ช่องว่างระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการห่างกันแค่เส้นยาแดงผ่าแปด และจะเกิดกลียุค ไม่มีใครแพ้หรือชนะแบบสะเด็ดน้ำมีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่แพ้การที่กองเชียร์หรือสื่อทำหน้าที่ยุแหย่ หรือเชียร์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยัดเยียดข้อหาให้อีกฝ่ายหนึ่ง จะทำให้เหตุการณ์ไปสู่วิกฤติเร็วขึ้น โดยเฉพาะสื่อ จัดตั้ง ของทั้งสองฝ่ายที่พยายามเสนอข่าวสารของฝ่ายตัวเองให้มากที่สุดและเป็นประโยชน์มากที่สุด เช่นการใช้ โทรทัศน์ดาวเทียมเป็นเครื่องมือปลุกระดมทางการเมืองในอดีตแต่รอบนี้หนักกว่า เพราะทุกคนทุกฝ่ายมีสื่อออนไลน์อยู่ในมือของตัวเองการใช้ คำพูดให้เกิดการเกลียดชัง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สำหรับบ้านเราเป็นเรื่องปกติ เพราะส่วนใหญ่คนไทยก็นิยมใช้ ภาษา พ่อขุน อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะมุ่งเน้นให้เกิดอารมณ์ร่วมได้มากน้อยแค่ไหน หรือแม้แต่ถ้อยคำหยาบคาย ชาวบ้านทั่วไปก็ใช้เป็นคำอุทานจนติดปาก จะเหมารวมว่า คนที่พูดจาไม่สุภาพ เข้าข่าย ใช้คำพูดให้เกิดการเกลียดชังในสังคมคงไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็มาถึงข้อสังเกตสุดท้าย การเมืองไทยที่เริ่มต้นด้วยความรุนแรงมักจะจบด้วยความรุนแรง ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละครั้งจะเสียเลือดเสียเนื้อไปมากน้อยแค่ไหนจึงจะยุติ ประเด็นใหญ่อยู่ที่ผู้นำ ถ้าผู้นำไม่เหลิงอำนาจหรือคิดจะรักษาอำนาจเอาไว้นิรันดร์ มองคนเห็นต่างเป็นศัตรูไม่ใช่ประชาชนจุดจบครั้งนี้ไม่อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้เลย.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th