มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการนิรโทษกรรม แบบเหมาเข่งในทันทีหลังจากที่มีรายงานข่าวว่ารัฐบาลจะออก “พระราชกำหนดจำกัดความรับผิดชอบของบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาโรคโควิด­-19 ไม่ต้องรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง หากปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ไม่ประมาทเลินเล่อร้ายแรง ไม่เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีสาธารณสุข ชี้แจงเหตุผลการออก พ.ร.ก.ว่า ปัจจุบันการแพร่ระบาดรุนแรงทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ส่งผลต่อการให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข อีกทั้งมีทรัพยากรอย่างจำกัด ทั้งคน งบประมาณ และเวชภัณฑ์ รวมทั้งการบริหารอุปกรณ์การแพทย์และวัคซีนกลุ่มบุคคลที่จะได้รับการคุ้มครอง ได้แก่บุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้ง หน่วยงานที่จัดหาและบริหารวัคซีน อีกกลุ่มหนึ่งที่จะได้รับนิรโทษกรรม ได้แก่สถานพยาบาล เพื่อให้เป็นขวัญและกำลังใจให้ปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลัง ไม่ต้องกังวลว่า จะถูกฟ้องร้อง รวมทั้งผู้ที่ได้รับมอบหมายให้จัดหาวัคซีน ที่ตัดสินใจตามหลักวิชาการมีเสียงวิจารณ์จาก นพ.เรวัต วิศรุตเวช ส.ส.พรรคเสรีรวมไทย ว่าน่าแปลกใจที่ต้องออกกฎหมายนี้ เพราะการปฏิบัติหน้าที่ ตามหลักวิชาการของบุคลากรทางการแพทย์ ได้รับความคุ้มครองตามมาตรฐานทางวิชาชีพ ขณะที่ น.ส.พรรณิกา วานิช จากกลุ่มก้าวหน้า กล่าวว่า เป็นการเอาแพทย์มาบังหน้า ประชาชนเป็นตัวประกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นโรคอุบัติใหม่ เพิ่งจะเกิดขึ้นในโลก และในประเทศไทยเป็นครั้งแรก การออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองแพทย์ หรือพยาบาล เพื่อไม่ให้รับผิดทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ประเด็นที่สังคมสงสัย คือการคุ้มครองแบบเหมาเข่ง รวมทั้งผู้บริหารวัคซีนในอดีตเคยมีการสมคบคิดออกกฎหมายที่เรียกกันว่า “นิรโทษกรรมสุดซอย” นิรโทษกรรมทั้งในความผิดทาง การเมือง และทางอาญา รวมทั้งการทุจริตโกงกิน จนมีการลุกฮือขึ้นมาชุมนุมต่อต้าน และขับไล่รัฐบาล แต่กลายเป็นการกวักมือเรียกคณะรัฐประหาร เพื่อยึดอำนาจ เป็นวิบากกรรมจนถึงวันนี้การออก พ.ร.ก.เพื่อนิรโทษกรรม ให้บุคลากรทางการแพทย์ ไม่ได้หมาย ความว่า จะคุ้มครองให้ทำอะไรก็ได้ตาม อำเภอใจ แต่คุ้มครองเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติ หน้าที่โดยสุจริต ไม่ประมาทเลินเล่อร้ายแรง และยึดหลักธรรมาภิบาล คือความโปร่งใส ยึดหลักนิติธรรม ตรวจสอบได้ และต้องมี “ความรับผิดชอบ” เต็มตัว.