นับแต่ประเทศไทยต้องเผชิญ “วิกฤติโควิด-19 ระบาด” แบบไม่ได้เตรียมพร้อมตั้งรับที่ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น “คนไทย” ตกอยู่ในสภาวะเครียดวิตกกังวลถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอน ทั้งโอกาสเสี่ยงติดเชื้อ และการสูญเสีย ล้วนกลายเป็นเหตุของความทุกข์ทางใจทั้งสิ้นยิ่งกว่านั้นตั้งแต่เดือน เม.ย.2564 ก็ปรากฏ “ไวรัสสายพันธุ์อังกฤษ” แพร่ระบาดในไทยอย่างรวดเร็วทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมพุ่งไม่หยุดจนทะลุหลักแสนคน ทั้งยังมีผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 826 รายถัดมาไม่นานเดือน พ.ค. ก็มีรายงานตรวจพบ “ผู้ติดเชื้อสายพันธุ์อินเดีย” ในแคมป์ก่อสร้างหลักสี่ “สายพันธุ์แอฟริกาใต้” ใน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ที่เป็นไวรัสหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุดในโลกดังนั้นไม่ว่า “คนรวย หรือคนจน” ต่างตกอยู่ในสถานะเสี่ยงติดเชื้อโรคเท่าเทียมกัน “หลายคนตื่นตระหนกหวาดระแวงคนใกล้ตัว” มักมองผู้อื่นคิดว่า “ติดเชื้อ” จนทำให้เกิดจิตอกุศลขึ้นในใจตามมาเพื่อป้องกันความทุกข์จึงอาศัยคำสอนทางพระพุทธศาสนามาเป็นเครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้เข้มแข็งนำทางชีวิตฝ่าพ้นวิกฤตินี้ พระมหาสุเทพ สุทธิญาโณ ประธานกลุ่มอาสาคิลานธรรม บอกว่าตอนนี้ “คนไทย” เผชิญโรคระบาดอย่างหนักเปรียบเสมือน “พายุโหมกระหน่ำ” ต้องเฝ้าระวังอันตรายไม่ออกนอกบ้าน “ประคับประคองสถานการณ์ด้วยใจอันอดทนมีสติปัญญา” ให้เกิดเป็นวัคซีนทางใจ ตามหลักพุทธศาสนาแล้วคำว่า “ความอดทน คือ ขันติ” อดกลั้นต่อความทุกข์ทั้งกาย วาจา และใจเช่น อดทนต่อปัจจัยการเกิดโรคระบาด อดทนต่อความทุกขเวทนาร่างกายเมื่อเจ็บป่วย อดทนต่อความโลภ ความโกรธ ความหลง นั่นคือ ความอดทนอดกลั้นต่อความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกาย...จิตใจ แต่สิ่งช่วยหนุน “ขันติ” ให้มีพลังเกิดขึ้นได้ด้วย “โสรัจจะ” ความสงบเสงี่ยมเรียบร้อยของร่างกายอันเป็นกระบวนการต่อมาหลังจาก “เกิดขันติ หรือความอดทน” ควบคุมกิริยาอาการ ทั้งทางร่างกาย และวาจา ไม่ให้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าจากภายใน และภายนอกที่เข้ามากระทบกระทั่งนั้นเช่น มีชาย 2 คน ต่างประสบปัญหา “คนแรก” อดทนด้วยกิริยาหน้านิ่วคิ้วขมวดลักษณะอดทนไปทุกข์ไป “อีกคน” อดทนด้วยจิตใจให้เยือกเย็นยิ้มแย้มแจ่มใสได้ด้วย จึงเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยขันติโสรัจจะโดยแท้เหตุนี้ “โสรัจจะเป็นธรรมะต้องคู่ขันติ” ก็คือ “โสรัจจะ” ความสงบเสงี่ยม เมื่อมี “ขันติ” ก็อดทนต่อสิ่งยั่วยุไม่โต้ตอบ...ระงับความไม่พอใจ ทั้งยังจัดการกิริยาสีหน้าให้สงบเสงี่ยมยิ้มแย้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นถัดมาเมื่อมี “ความอดทน” แล้วก็ต้องมี “สติ” พิจารณาใช้ชีวิตอย่างระวังไม่ประมาท จำแนกแยกแยะ “ข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ” เพราะมีทั้งข่าวจริง และข่าวหลอกปะปนกันในโลกออนไลน์มากมายมักก่อเกิดความสับสน “จิตใจรวนเรกระวนกระวาย” กลายเป็นทุกข์ทั้งตัวเอง และคนรอบข้างเสมอเช่นเดียวกับประเด็น “ความกลัววัคซีน” มาจากรับข่าวสารหลายช่องทาง จึงต้องวิเคราะห์อย่างรอบด้าน แม้ว่า “วัคซีนมีผลข้างเคียง” ก็เป็นส่วนน้อยมากกว่าประโยชน์ได้รับจากวัคซีนนี้ที่ผ่านการทดสอบจาก “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างดี” อยากให้มั่นใจ “กระบวนการรัฐบาล” พยายามหาสิ่งที่ดีมาให้คนไทยในยามนี้ “ทุกคนต้องมีสติ อดทน และจำแนกแยกแยะเหตุการณ์ให้ดี” แล้วก็จะก้าวเดินด้วยความระมัดระวังแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างปลอดภัยทั้งตัวเอง ครอบครัว และสังคมด้วยอาศัย 2 หลัก คือ...หลักแรก... “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” จากบุคคลอันมีเป้าหมายการประคองตัวเอง ครอบครัว และสังคม เริ่มจุดเล็กๆของตัวเอง หลักที่สอง...“ความร่วมมือ” สนับสนุนช่วยกันปฏิบัติตามคำแนะนำสาธารณสุขกำหนดไว้เคร่งครัด เช่น สวมใส่หน้ากาก เว้นระยะห่าง หมั่นล้างมืออย่างสม่ำเสมอเมื่อ “ทุกคนมีขันติ โสรัจจะ” ควบคู่กับ “ใจเป็นน้ำหนึ่งร่วมมือกัน” ย่อมเกิดเป็นความพรั่งพร้อมในหมู่คณะ และเตรียมรอนับถอยหลังการมีอิสรภาพกลับมาใช้ชีวิตปกติใหม่อีกครั้งแต่ว่า...สถานการณ์โรคระบาดรุนแรงอยู่นี้คงใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังป้องกันตัวเอง และคนรักให้ปลอดภัยสูงสุดก่อน ในบางครั้งอาจ “พลาดพลั้ง ติดเชื้อ” ก็ควรต้องแยกตัวออกจากสังคมเข้าสู่ “การรักษาดูแลกาย” ปฏิบัติตามสาธารณสุข อันควบคู่กับ “การดูแลจิตใจ” ประคับประคองให้เข้มแข็งเสมอความสำคัญ “การดูแลจิตใจ” เพื่อมิให้ตกอยู่ในภาวะความเครียด วิตกกังวลหวาดหวั่นสะสม กลายเป็น “ภาวะความท้อแท้ใจ” สาเหตุทำให้หมดพลังความหวังที่จะฝ่าข้ามวิกฤติไปได้ “อย่างมีสุขภาวะดี”ทำให้บุคคลอันเป็นที่รักรอบข้างพลอยตกเป็น “ทุกข์” ตามกันไปด้วย อยากชักชวน “ผู้ติดเชื้อ” พยายามทำใจให้เข้มแข็ง “เพื่อผู้อันเป็นที่รัก” และเชื่อเหลือเกินว่า “หัวใจเข้มแข็งไม่ย่อท้อ” จะกลายเป็นเสมือน “ฤทธิ์ยา” นำพาร่างกาย และจิตใจให้หายดีปลอดภัยถ้าหาก “ท้อแท้มักมีสิ่งพรั่งพรูเข้ามาในใจ” ทำให้ความคิดมาก ตีอกชกตัว เสมือน “เขื่อนแตกน้ำทะลัก” ตรงกันข้ามถ้า “จิตใจเข้มแข็ง” ก็เหมือนสร้างเขื่อนมา “กั้นอกุศลเรื่องราวพรั่งพรู” ได้เช่นกันทว่าถ้าต้อง “โชคร้ายกลายเป็นความสูญเสีย” เรื่องนี้ก็น่าเห็นใจทุกคนเกิดมาล้วนแล้ว “ไม่อยากเจ็บไข้” แต่บางอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ด้วยกำลังกาย และกำลังยาต้านทานโรคภัยไข้เจ็บก็ไม่ได้แล้วขอชวนมาตระหนัก...“พระพุทธเจ้า” เคยสอนไว้บทหนึ่งควรพิจารณาอยู่เนืองๆว่า เราไม่อาจหลุดพ้นความชราได้ ไม่พ้นจากความเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีใครหนีพ้นความตาย และทุกคนล้วนต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ เรามีกรรมเป็นของตนทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ดังนั้นโรคภัยไข้เจ็บเกิดกับคนอื่นได้ก็เกิดกับเราได้เช่นกัน...เมื่อดูแลกายดูแลใจต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บเต็มที่สมบูรณ์แล้ว ในบางครั้งไม่อาจยื้อยุดฉุดกระชากต่อได้ “ต้องยอมรับความจริงเพื่อไม่ให้เป็นทุกข์” ส่งผลต่อคนอันเป็นที่รักต้องเผชิญความทุกข์ด้วย ย้ำว่าเหตุไม่พึงประสงค์โรคระบาดนี้มักมีโอกาสเกิดการพลัดพรากสูญเสียได้เสมอตามเหตุและผลจึงมีหลักคำสอน “พระพุทธเจ้า” ตรัสในหมวดธรรมบทหนึ่งสิ่งที่คนไม่อาจรู้ล่วงหน้า 5 ประการ คือ 1.ไม่ล่วงรู้อายุขัย 2.ไม่ล่วงรู้สถานที่เสียชีวิต 3.ไม่ล่วงรู้สาเหตุ 4.ไม่ล่วงรู้เวลา และ 5.ไม่ล่วงรู้เสียชีวิตแล้วไปอยู่ที่ใดแต่ควร “ดูแลรักษาจิตเป็นกุศล” ในทางพระพุทธศาสนา “เมื่อจุติจิตดับมักเกิดใหม่ทันที” มีภพภูมิรองรับเกิดมากมายจาก“ขณะจิตดับเป็นกุศลบริสุทธิ์” มักไปสู่สุคติภูมิ คือ มนุษย์ เทวดา รูปพรหม “จิตไม่บริสุทธิ์เศร้าหมอง”อาจไปสู่ทุคติ มีนรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย อสุรกาย... ประการต่อมาในยาม “ทั่วโลกเจอโรคระบาด” อันเป็นสถานการณ์ไม่ปกติ การประกอบพิธีงานศพผู้เสียชีวิตติดเชื้อ จึงต้องฌาปนกิจศพเร่งด่วน สาเหตุจาก “ความจำเป็นทางการแพทย์” ป้องกันการระบาดเชื้อโรคเรื่องนี้กลายเป็นประเด็น “ความรู้สึกไม่สบายใจของญาติมิตรสหาย” กลัวขาดการจัดพิธีงานศพแล้ว “ผู้เสียชีวิต” จะได้ไปสู่สุคติภพภูมิที่ดีในโลกหน้าหรือไม่อยากชวนมาดู “วัตถุประสงค์การจัดพิธีการงานศพ” มีจุดมุ่งหมายทำบุญกุศลให้เกิดขึ้นในใจแก่ “ผู้มีชีวิตอยู่” เป็นส่วนหนึ่งใน “บุญอุทิศส่งให้ผู้เสียชีวิต” ...ช่องทาง “เกิดบุญ” มีอยู่หลายประการสามารถส่งไปได้ เช่น นำรูปผู้เสียชีวิตมาตั้งทำบุญ รับศีลถวายทานแด่พระคุณเจ้า และฟังธรรมเจริญพระพุทธมนต์ก็ได้แม้แต่การทำทาน ทำบุญใส่บาตร ปฏิบัติในศีล สวดมนต์ภาวนา และการบำเพ็ญตนเป็นคนดี ล้วนแล้วเป็นช่องทางให้เกิดบุญแก่ใจแล้ว “อุทิศบุญส่งต่อให้ผู้เสียชีวิต” ได้เช่นกัน ฉะนั้นเมื่อจัดพิธีงานศพอย่างเดิมไม่ได้ด้วยเหตุโรคระบาด “ทำบุญอื่นสนองคุณแสดงความกตัญญู” ให้เหมาะสมตามสมควรก็ได้สุดท้ายนี้ “อาตมา” ส่งกำลังใจไปถึง “ญาติโยม” ผู้ร่วมเผชิญสถานการณ์อันไม่พึงประสงค์อย่างเดียวกัน “จงรักษาตัวเอง รักษาจิตใจให้ดี” พยายามให้กำลังใจซึ่งกัน “โรคนี้มาได้ก็หายได้” เช่นกันตระหนักรู้เสมอว่า “โรคภัยไข้เจ็บการพลัดพราก” อยู่ใกล้ตัว ควรใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท หมั่นทำบุญ สะสมคุณงามความดีที่เป็นประโยชน์ต่อตนและคนอื่น เพื่อไม่เสียดายภายหลัง...เจริญพร.