นับแต่มีการระบาดโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อ “ตลาดหุ้นและการเงินชะลอตัว” ทำให้กระแสความเคลื่อนไหว “นักลงทุนรายย่อยหน้าใหม่” หันมาสนใจเกี่ยวกับ “โลกคริปโตเคอร์เรนซี หรือสินทรัพย์ดิจิทัลยุคใหม่” ในการลงทุน “บิทคอยน์” สามารถทำได้บนออนไลน์อย่างล้นหลามแม้ก่อนนี้ “สถาบันการเงินไทย” เคยเตือนระวังถูกหลอก “ลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล” โฆษณาชักชวนสื่อออนไลน์ และมักมีผู้หลงเชื่อสูญเงินหลายราย แต่ไม่อาจฉุดกระแสลงทุนเก็งกำไร “บิทคอยน์” อันร้อนแรงนี้ได้และในช่วงต้นปี 2564 มีรายงานว่า “มูลค่าบิทคอยน์” ไต่ระดับขึ้นไปแตะ 40,000 ดอลลาร์ หรือราว 1.2 ล้านบาทต่อบิทคอยน์อีกด้วยซ้ำ ตอกย้ำกระแสจูงใจ “นักลงทุนคนไทย” โดยเฉพาะกลุ่มคนเจนแซดต่างพากันแห่ลงสนามการเงินดิจิทัลที่เป็นทางเลือกการลงทุนกันอย่างคึกคักนี้ ตามข้อมูล สนง.คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในปี 2563 มีผู้เปิดบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล 1.6 แสนบัญชี ล่าสุดวันที่ 1 มี.ค.2564 มีผู้เปิดบัญชีทะยานขึ้นสูงถึง 4.99 แสนบัญชี ซึ่งผู้ลงทุนกว่า 50% มีอายุไม่เกิน 30 ปี เหตุนี้ สนง.ก.ล.ต.จึงต้องหาแนวทางกำกับดูแลคุ้มครองนักลงทุนให้เหมาะสมด้วยอาศัยอำนาจ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 บัญญัติให้ ก.ล.ต.มีหน้าที่กำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำหนดให้ “คริปโตเคอร์เรนซี” หมายถึง “หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” มีความประสงค์ใช้เป็นสื่อกลาง ในการแลกเปลี่ยนให้ได้มาซึ่งสินค้าบริการหรือสิทธิอื่นใด หรือแลกเปลี่ยนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งไม่มีปัจจัยพื้นฐานหรือกิจการใดๆรองรับในการซื้อขายแลกเปลี่ยนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล จึงมักเป็นเพียงการเก็งกำไร และราคามีความผันผวนสูง มีความเสี่ยงสูงกว่าผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนอื่นๆคร่าวๆว่า...มีแผนกำหนดใช้หลักเกณฑ์ “คุณสมบัติผู้ลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี และกำหนดทดสอบความรู้เกี่ยวกับการลงทุน (knowledge test)” ก่อนการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้มีกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนสอดคล้องการลดโอกาสเกิดความเสียหายต่อผู้ลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลนี้ หลักเกณฑ์ “ฐานะการเงิน” รายได้ต่อปีไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท หรือสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท “คุณสมบัติความรู้” เป็นผู้มีประสบการณ์ลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี หรือหลักทรัพย์สัญญาซื้อขายล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 ปี ถ้าไม่เข้าข่ายข้อกำหนดนี้จะลงทุนตรงไม่ได้ ต้องผ่านผู้ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลกระแสลงทุนสกุลเงินดิจิทัล “บิทคอยน์” กำลังเป็นที่นิยมไม่เฉพาะ “กลุ่มคนต่างชาติ” แต่ยังมี “คนไทย” ให้ความสนใจลงทุนจำนวนมากเช่นกันนี้ พ.ต.อ.ปองพล เอี่ยมวิจารณ์ ผกก.กลุ่มงานสนับสนุนทางไซเบอร์ กองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี บช.สอท. วิเคราะห์ให้ข้อมูลว่าจุดกำเนิดผู้สร้างสกุลเงินดิจิทัลบิทคอยน์นี้ไม่มีใครทราบเป็นแน่ชัด แต่ตามข้อมูลใช้นามปากกาแฝงว่า “ซาโตชิ นากาโมโตะ” แต่ก็เชื่อว่าไม่ใช่ “คนญี่ปุ่น” เพราะลักษณะของชื่อออกสำเนียงเป็น “อังกฤษ” อีกทั้ง “ไทม์โซนของบิทคอยน์” มักมีการซื้อขายลงทุนกันในประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกามากกว่าภูมิภาคประเทศอื่นความสำคัญการสร้างขึ้นนี้ในวิกฤติการเงินทั่วโลกที่รู้จักกัน “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” สาเหตุจาก “สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาล้ม” จากการปล่อยเงินกู้ง่าย เช่น เรานำเงินฝาก 1 ล้านบาท ธนาคารเก็บ 1 แสนบาท นำปล่อยกู้ 9 แสนบาท แต่บัญชีเราโชว์เงิน 1 ล้านบาท เพราะเป็นลักษณะก๊อบปี้เงินปล่อยกู้ออกไป กระทั่งไม่สามารถเก็บชำระหนี้ได้ “ธนาคารล้ม” ทำให้เห็นความอ่อนแอระบบการเงิน ด้วยเหตุนี้ทำให้มี “สกุลเงินดิจิทัลอย่างบิทคอยน์” ถูกสร้างบน “เทคโนโลยีใหม่บล็อกเชน” มีคุณสมบัติการกระจายศูนย์ใช้งานด้วยซอฟต์แวร์หลายประเภท “ผู้ใช้” ต้องโหลดโปรแกรมบิทคอยน์ลงคอมพิวเตอร์เชื่อมเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วโลกตัวอย่างง่ายๆ สมมติ ตร.จราจรกลางย้ายฐานข้อมูลไว้ใน “บล็อกเชนของบิทคอยน์” ก็หมายความว่า ออกใบสั่ง 1 ใบจะถูกก๊อบปี้เท่าจำนวนผู้ดาวน์โหลดโปรแกรม ถ้ายกเลิกลบใบสั่งนี้ต้องทำใน 10 นาทีให้ได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง เหตุนี้ “บล็อกเชนของบิทคอยน์” เป็นระบบแก้ไขข้อมูลไม่ได้ ที่เรียกว่า “เทคโนโลยีต่อต้านการคอร์รัปชัน”ประการต่อมา... “บิทคอยน์ในประเทศไทย” ปัจจุบันนี้มีกฎหมายรองรับตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 ด้วยการรับรองว่า “บิทคอยน์เป็นสินทรัพย์” ดำเนินคดีกรณี “ฉ้อโกง” ที่อาจเกิดขึ้นได้ ด้วยการลงทุนผ่านบริษัทคนกลาง หรือโบรกเกอร์ เป็นผู้แทนซื้อขาย เพราะ “บิทคอยน์” เป็นสิ่งมาทดแทน “ทองคำ”ถ้าวิเคราะห์ “ความนิยมซื้อทองคำ” ปัจจัยเพิ่มมูลค่านี้มีอยู่ 2 ประการ คือ ประการแรก... “ทองมีความคงทน” หากมีเงิน 1 ล้านบาท นำไปซื้อบ้านไม่กี่ปีก็พังทรุดโทรมมูลค่าตกต่ำลง จึงเลือกมา “ซื้อทองคำ” ที่มีความคงทนราคาคงเดิมอยู่เสมอ ประการที่สอง...“ทองคำ” ขุดมากเท่าไรยิ่งน้อยลงเท่านั้น ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆดังนั้น “ทองคำ” ถูกจัดให้เป็นสิ่งจัดเก็บรักษามูลค่าดีที่สุดในโลก มีการใช้หลักการนี้มานานกว่า 5 พันปีแล้ว กระทั่งก่อกำเนิดเกิด “บิทคอยน์” ขึ้นมานี้ที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับ “ทองคำ” อยู่ 2 ประการเช่นกัน คือ 1.“บิทคอยน์” มีความคงทนอยู่บน “บล็อกเชน” ไม่สามารถแฮ็ก หรือทำลายปิดระบบได้ด้วยซ้ำเรื่องที่ 2 “บิทคอยน์” มีจำกัดผลิตออกมาได้เพียง 21 ล้านเหรียญในโลก ในทุก 10 นาที จะมีผลิตบิทคอยน์ใหม่ราว 50 บิทคอยน์ ที่เรียกว่า “ขุดบิทคอยน์” แต่จะครบรอบ Bitcoin Halving หรือการลดทอนผลตอบแทนของการขุดลงครึ่งหนึ่งในทุก 4 ปี เช่น ใน 4 ปีนี้ผลิตออกมา 50 บิทคอยน์ และ 4 ปีถัดมาลดลง 25 บิทคอยน์และอีก 4 ปีต่อมาลดลง 12.5 บิทคอยน์ เหตุนี้ “ทุก 4 ปีบิทคอยน์ขาดแคลนน้อยลง”ทำให้ความต้องการเพิ่มขึ้นมูลค่าก็เพิ่มตามเช่นกัน ตอนนี้เหลือการผลิตได้อีก 2.5 ล้านเหรียญ คาดว่าใช้เวลาผลิตครบหมด 118 ปีย้ำว่า...ภายใน 12 ปีมานี้มูลค่าพุ่งกระฉูดอย่างมาก สามารถทำกำไร 200% ต่อปี ส่งผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกต่างเล็งเห็นว่า “บิทคอยน์คือทองคำดิจิทัล” มีคุณสมบัติดีกว่าทองคำสามารถโอนย้ายในระบบดิจิทัลไปได้ทั่วโลก ที่ไม่ต้องมีค่าเก็บรักษา หรือค่าขนส่งระหว่างประเทศด้วยซ้ำประเด็น...เหตุคดีฉ้อโกงหลอกลวงลงทุนบิทคอยน์” ต้องบอกแบบนี้ว่า “ตัวบิทคอยน์ไม่ได้มีปัญหาใดๆ” แต่สิ่งที่เกิดมาจาก “พฤติกรรมบุคคล” นำตัวบิทคอยน์แอบอ้างหลอกผู้เสียหายลงทุนต่างๆ ตั้งแต่การระดมทุนไม่อั้น สร้างฐานข้อมูลบริษัทไม่ชัดเจนตรวจสอบไม่ได้ สร้างแรงจูงใจโหมเชียร์ลงทุนให้ได้กำไรมากขึ้น เพราะ “คนไม่น้อย” ยังขาดความรู้ในการลงทุนกับสกุลเงินดิจิทัล มักเข้าใจผิดเหมารวมธุรกิจบิทคอยน์หลอกลวงเป็นแชร์ลูกโซ่เหมือนกันหมด สิ่งสำคัญ “บิทคอยน์” มีลักษณะ “อำพรางตัวตนผู้ใช้งาน” ส่งผล “รัฐบาล” ไม่สามารถตรวจสอบรู้ตัวตนได้ กลายเป็นช่องทางการโอนเงินซื้อขายสิ่งผิดกฎหมาย หรือฟอกเงินก็ได้ฉะนั้น “ผู้ปกครอง” ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ให้ทันสมัย “โลกดิจิทัล” ไม่ใช่เปลี่ยน “โลกโซเชียลฯ” ให้สอดรับกับกฎหมายที่มีอยู่ เพราะ “อินเตอร์เน็ตทำลายกำแพงนี้ลงแล้ว” เช่น คลิปวิดีโอโป๊เป็นเรื่องผิดกฎหมายไทย แต่ถามว่าจับกุมบุคคลใดได้หรือไม่ ทั้งที่โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนแทบทุกเครื่องอาจมีคลิปโป๊อยู่ก็ได้โดยเฉพาะอนาคต “อินเตอร์เน็ต” จะเป็นโลกแห่งกระจายศูนย์ที่ไม่มีใครขวางกั้นได้ ดังนั้นต้องเรียนรู้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ดีที่สุด ในส่วน “บิทคอยน์” มีข่าวว่า สนง.ก.ล.ต.กำลังกำหนดกฎเกณฑ์ระเบียบออกมากำกับดูแลควบคุมอยู่ เพราะเป็นห่วงการลงทุนขึ้นลงเร็ว 10-15% ต่อวัน ทำให้นักลงทุนรายย่อยเสี่ยงขาดทุนเสียหายหมดตัวแต่ถ้ามองในแง่ “บิทคอยน์เสมือนทองคำดิจิทัล” เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยลงทุนเก็งกำไร เพราะเชื่อว่าแนวโน้ม “บิทคอยน์ในไทย” มีโอกาสเติบโตต่อเนื่องสูงสุดปี 2025 เรื่องกำหนดเงินลงทุนนี้อาจถูกมองว่าเป็นการปิดช่องโอกาส “ผู้มีรายได้น้อย” ที่อาจสามารถทำให้ลืมตาอ้าปากได้หรือไม่ดังนั้น “ไม่ควรจำกัดเงินการลงทุน” แต่ต้องสร้างความเข้าใจให้ “เกิดการเรียนรู้” และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดดีกว่า เพราะ “โลกดิจิทัลออนไลน์” ไม่อาจปิดกั้นกันได้แล้วด้วยซ้ำสุดท้ายนี้ขอฝากคำเตือนใจไว้เล็กๆ...การลงทุนย่อมมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล และวิเคราะห์ปัจจัยให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเองบนระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้...