ยอดยังพุ่ง ตัวเลขการติดเชื้อโควิด-19 ดีดขึ้นรายวัน โดยเฉพาะสถานการณ์ต่อเนื่องกับ “คลัสเตอร์” จุดแพร่เชื้อใหญ่ที่ตลาดเขตบางแค กรุงเทพฯ ต้องไล่ตามตรวจเชื้อกันจ้าละหวั่น แนวโน้มยังลามไม่หยุดอีกทั้งล่าสุดยังต้องขวัญผวากับสถานการณ์การติดเชื้อโควิด–19 ในสถานกักกันของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) บางเขน กรุงเทพฯ เกือบ 400 ราย จำเป็นต้องจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในพื้นที่สโมสรตำรวจ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ เพื่อรองรับและควบคุมพื้นที่พิเศษตามเหตุฉุกเฉินที่รัฐบาลโดย ศบค.ต้องไล่สกัดการแพร่ระบาดกันอุตลุด สะท้อนวิกฤติไวรัสมรณะโควิด-19 ไม่ได้เบาบางลงแต่อย่างใด แถมส่ออันตรายมากกว่าการระบาดระลอกแรกเพราะมีภาวะเชื้อกลายพันธุ์ ไวรัสตัวร้ายแรงกว่าแทรกเข้ามาเหนืออื่นใด เพราะผู้คนในสังคมไทยเกิดอารมณ์เบื่อหน่าย ชาชินกับการอยู่ภายใต้ภาวะไวรัสมรณะล้อมเมืองมาปีกว่า ทำมาหากินยากลำบาก ทำมาค้าขายไม่ได้อารมณ์กลัวอดตาย มากกว่ากลัวติดโรคตายนี่คือจุดอันตราย หากประชาชนการ์ดตก เสี่ยงโควิดระบาดระลอกสามตามเงื่อนไขสถานการณ์ความหวังวัคซีนสกัดไวรัสมรณะก็ยังเรื่อยๆมาเรียงๆ ฉีดได้แค่วงแคบๆขณะที่วัคซีนลอตใหญ่ยังมีแค่คำพูดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข ที่แสดงความมั่นใจวัคซีนแอสตราเซเนกาเป็นล้านโดสจะมาถึงไทยเดือนมิถุนายนอีเวนต์ ครม.ฉีดวัคซีนโชว์ ไม่มีผลกระตุ้นความมั่นใจของประชาชน นั่นยังไม่เท่ากับปรากฏการณ์ที่มีคนไทยตายเป็นรายแรก โดยความคลุมเครือ ไม่มีข้อมูลชัดเจนเพราะผลพวงจากการฉีดวัคซีนโควิดหรือไม่ที่แน่ๆตามรูปการณ์วัคซีนโควิดที่ผูกโยงกับการฟื้นเศรษฐกิจไม่ได้สอดประสานกัน แนวโน้มไม่น่าทันกับการเร่งโครงการ “วัคซีนพาสปอร์ต” ที่เตรียมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบ เข้ามาทัวร์แหล่งท่องเที่ยวของไทย ปั่นรายได้เข้าประเทศเมืองไทยวัคซีนยังไม่ครอบคลุม ไร้หลักประกันความปลอดภัย ใครจะเสี่ยงมาโจทย์สถานการณ์มหาวิกฤติเศรษฐกิจโควิดยังกดทับรัฐบาล อาการเครียดสะสมแบบที่ผู้นำอย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม หน้าบูดหน้าเบี้ยวบอกบุญไม่รับ ไม่รู้จะขยับรับมือยังไงล่าสุดการปรับ ครม.ตามไฟต์บังคับก็มีความชัดเจน เป็นไปตามโผที่ออกมาก่อนหน้า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง เป็น รมว.ศึกษาธิการ หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เป็น รมว.ดีอีเอส นายสินิตย์ เลิศไกร เป็น รมช.พาณิชย์ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เป็น รมช.คมนาคมออก 3 เข้า 3 พร้อมมีการสลับโควตา 1 ไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ยึดโควตากลุ่มก๊วนตามเงื่อนไขการเมือง แค่ปรับเล็กๆ แทนตำแหน่งว่าง ไม่มีการเขย่าปรับใหญ่ตามสภาพที่อ่านไต๋ได้ ผู้นำไม่กล้าเสี่ยงก่อแรงกระเพื่อมในรัฐบาลในอาการ 3 รัฐมนตรีช่วย อันประกอบด้วย “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ผู้มากบารมี “มาดามบิ๊กอาย” นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลังพากันซดน้ำแห้ว ไม่ได้สมหวังดั่งใจที่โชว์พลังกันออกมาการปรับ ครม.จึงเป็นแค่ไฟต์บังคับ ภายใต้ขีดจำกัดทางการเมือง เสือ สิงห์ กระทิง แรด ตามเงื่อนไขสถานการณ์มันจึงไม่ได้มีผลต่อการยกระดับ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการ แผ่นดิน ที่เป็นจุดด้อยของรัฐบาลขุมอำนาจ 3 ป. ภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่”ดูแล้วไม่ได้เพิ่มความหวังในภาวะวิกฤติให้ประชาชนแต่อย่างใดรัฐบาลเรือเหล็กทหารเฒ่า 3 ป. ยังติดเงี่ยงหินโสโครก การเมืองเน่า โหลดเชิงบริหารเร่งเครื่องไม่ขึ้นนับวันยิ่งโดนกระแสเสียดทานกระแทกเข้าโซน “เกยตื้น”แต่นั่นก็สวนทางกับสภาพความอหังการในเกมสภาตามอาการ “ย่ามใจ” ทะลักเกินลิมิต อารมณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตะโกนท้าทายฝ่ายไล่ล้มกระดานรัฐบาลทหารเฒ่า 3 ป. ถ้าระแวงกลัวสืบทอดอำนาจ ก็ให้ไปหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จก่อนตบท้ายยังย้ำกันเน้นๆน้ำเสียงเย้ยหยัน “แก้ให้ได้ก็แล้วกัน” สำทับด้วย “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ย้ำคำตามน้องเล็ก อยากแก้ก็แก้เลย ทำตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็แล้วกันนั่นสะท้อนถึงทีมทหารเฒ่า 3 ป. มั่นใจใน “เกราะกำบัง”พลังลากยาวอำนาจ จากค่ายกลซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์ ล็อกไว้หลายชั้น แล้วยังประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้แก้รื้อรัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ 2-3 รอบบังคับเส้นทางให้ต้อง “ยูเทิร์น” กันยาวๆ ยังไม่นับกฎหมายประชามติที่ยังเอาล่อเอาเถิดกันอยู่ในสภา กว่าจะผ่านออกมามีผลบังคับใช้ ลากโยงไปถึงการทำประชามติรื้อรัฐธรรมนูญ 24 เดือนที่เหลืออยู่ของรัฐบาลยังไงก็ไม่ทันฟันธงเกมรื้อรัฐธรรมนูญในสภาปิดประตูลงกลอน ล็อกกุญแจซ้ำ 2-3 ชั้นคนแก่เบี้ยว ตามที่ม็อบเด็กอ่านไต๋ขาดตั้งแต่แรกมันจึงเป็นหัวเชื้อชนวนติดไฟลุกโชนทันควัน ตามปรากฏการณ์ “#ม็อบ 24 มีนา” การกลับมาอย่าง “ทรงพลัง” ของมวลชนรุ่นใหม่ นักเรียน นิสิต นักศึกษา “รีสตาร์ต” โหมดโค่นกระดานอำนาจทหารเฒ่า 3 ป.ภาพม็อบล้นทะลักแยกราชประสงค์ ฉากกลับไปเหมือนช่วงต้นๆของมวลชนราษฎรเปิดศักราช เริ่มต้นนับหนึ่งถึงล้านไล่รัฐบาลภายใต้การจัดการอย่างทรงประสิทธิภาพ การคุมเกมกำหนดยุทธศาสตร์โดยกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม ระดมพลผ่านเพจเยาวชนปลดแอก Free YOUTH และแนวร่วมสายบุ๋นลดโทนเกมบู๊ดุดันของทีมการ์ด REDEMที่สำคัญนั่นคือการเปิดตัวออกหน้าของทีมแกนนำแถวสอง อย่าง “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล, เบนจา อะปัญ, “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์, “บอย” ธัชพงษ์ แกดำ, ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ฯลฯใช้ทีมหน้าสด ปรับโทนใหม่ มวลชนราษฎรเรียกแขกแนวร่วมกลับมาหนาแน่นเสริมความชอบธรรมกระบวนการเรียกร้องของมวลชนรุ่นใหม่ที่โดนคนแก่เบี้ยวรื้อรัฐธรรมนูญ แถมยังสะท้อนให้เห็นธงลากยาวอำนาจ จากอาการย่ามใจทะลักเกินลิมิตของผู้นำทหารเฒ่า 3 ป.และก็ชัดว่า คิดผิด เกมล็อกหัวโจกรุ่นแรกเข้าเรือนจำไม่ได้มีผลแต่อย่างใดเพราะแกนนำรุ่นสองสลับมาแทนกันได้นิ่งๆตามสภาพการณ์มวลชนรุ่นใหม่กลับมาติดเครื่องลุยประจัญบานกับอาการย่ามใจของทีมทหารเฒ่า 3 ป. ไม่ยอมให้แตะต้องรัฐธรรมนูญฉบับซือแป๋มีชัยค่ายกลสืบทอดอำนาจโอกาสไหลตามการเคลื่อนดวงดาว ห้วงสงกรานต์ร้อนทะลักภายใต้ฉากสถานการณ์ “ขึงพืด” ปรากฏการณ์ทางอำนาจที่นักเลือกตั้งอาชีพสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเปลี่ยนแปลงทาง การเมืองที่เกิดขึ้นได้ทุกขณะภาวะฉุกเฉิน สถานการณ์ “หักดิบ” เกิดขึ้นได้ตลอดเวลายิ่งเป็นอะไรที่จับสัญญาณ “ฉิ่งฉับขยับรัว” ตามจังหวะการเคลื่อนตัวของ “เสี่ยฉิ่ง” นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดมหาดไทย ที่วันนี้กลายสภาพเป็น “แม่เหล็กพลังดึงดูดสูง”กระแสวงในการเมืองทุกวงฟันธง ชื่อนี้คือ “ศูนย์อำนาจ” ใหม่ของจริงและตามคิวกระตุกพวกหูผี จมูกมด เมื่อ “เสี่ยฉิ่ง” นำทีมบิ๊กข้าราชการมหาดไทย แห่ไปจังหวัดมหาสารคาม ร่วมงานวันเกิด “เจ๊เตือนใจ จรัสเสถียร” มารดาของ “เสี่ยโจ้” นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่บารมีกำลังเบ่งบาน ตอกย้ำรายการ “มัดจำ” “เสี่ยฉิ่ง” เอาแน่ แค่ลุ้นว่าจะเสิร์ฟให้ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยหรือว่าได้เวลาลงสนามเป็น “ตัวจริง” เล่นเองในสภาพพรรคพลังประชารัฐใกล้แตก แย่งชามข้าวรัฐมนตรี มาถึงแย่งกะลาตำแหน่งในพรรค ปฏิบัติการโละ “เสี่ยแฮงค์” นายอนุชา นาคาศัย ออกจากเลขาธิการพรรค ให้เสี่ยสันติ พร้อมพัฒน์ เสียบแทนตามไฟต์บังคับ แผนสำรองค่าย 3 ป. ก็อยู่ในข่ายต้องไล่ตามชื่อการประกาศรับรองการจดจัดตั้งพรรคใหม่ มีชื่อคุ้นๆรวมไทยสร้างชาติที่ขุมข่าย กปปส.ทีมของ “เสี่ยตั้น” นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ กับ “เสี่ยบี” นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็นหัวขบวน จดตั้งพรรครอล่วงหน้าแต่ที่แตกก่อนแล้วก็คือทีมเพื่อไทย “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ที่ถอนสมอออกจาก “กงสี” ตระกูลชิน รอตัดริบบิ้นพรรค “สร้างไทย” ล่าสุดเป็นคิวของนายเศกสิทธิ์ ไวยนิยมพงศ์ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ตั้งพรรค “เส้นทางใหม่” ปักหมุดขึ้นป้ายหัวหน้าพรรคชื่อ “จาตุรนต์ ฉายแสง”ส่วนที่ซุ่มเงียบเป็น “สินค้าขึ้นห้าง” อย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯมือเศรษฐกิจ กับทีม 4 กุมาร นายอุตตม สาวนายน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูลกระแสเรียกร้อง กองเชียร์ถามหา สถานะหล่อเลือกได้ จะปลงใจกับหลายพรรครุมจีบ หรือตั้งค่ายเองตามเงื่อนไขสถานการณ์เหมือนมวยต้องแต่งตัวให้พร้อมรับจังหวะ “เกมเร็ว”ฉิ่งฉับขยับรัว ทางออกฉุกเฉิน.“ทีมการเมือง”