สถานการณ์เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ต่อท่ออำนาจมาจาก คสช. ยังอยู่ในภาวะน่าวิตกอย่างยิ่ง งบประมาณปี 65 ก็มีความเสี่ยง งบลงทุนตํ่ากว่าเงินกู้ชดเชยขาดดุล การประชุม ครม.วันอังคาร อนุมัติงบเพิ่มอีก 350,000 ล้านบาท อุ้มธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังร่อแร่ และ อุ้มธุรกิจโรงแรม “แช่แข็งหนี้” เป็นเวลา 5 ปี ยิ่งตอกยํ้าความวิตกในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่มีวี่แววว่า รัฐบาลจะฟื้นฟูอย่างไร นอกจากพึ่งพาการท่องเที่ยวอย่างเดียววันเดียวกัน ครม. ได้ขยายโครงการ “เราเที่ยวด้วยกันเฟส 3” เพิ่มอีก 2 ล้านสิทธิ์ ไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม และ โครงการทัวร์เที่ยวไทย ตั้งแต่ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยรัฐจ่ายเงินสมทบค่าเที่ยวให้ 40% แต่ไม่เกินคนละ 5,000 บาท ต่อแพ็กเกจทัวร์ขั้นตํ่า 12,500 บาท จำนวน 1 ล้านสิทธิ์ ในยุคเศรษฐกิจแบบนี้จะมีสักกี่คนที่มีเงินซื้อทัวร์ขั้นตํ่าคนละ 12,500 บาทคุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีคลัง แถลงถึง ซอฟต์โลนใหม่ 250,000 ล้านบาท และ เงินแช่แข็งหนี้โรงแรม 100,000 ล้านบาท ว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศและต่างประเทศยังคงมีความรุนแรง และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและยืดเยื้อนานกว่าที่คาดการณ์ ทำให้ภาคธุรกิจมีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้บางอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบรุนแรงและต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานขึ้น เช่น ธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่ง องค์การท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ ได้แถลงผลสำรวจในเดือนมกราคมระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเอเชียแปซิฟิกจะกลับมาสู่ระดับเดียวกับปี 2562 อย่างเร็วที่สุดในปี 2567 คือ อีก 3 ปี ไม่ใช่ปีหน้า 2565 อย่างที่รัฐบาลคาดการณ์ จึงต้องออกมาตรการเพิ่มเติม เพื่ออุ้มธุรกิจที่อาจไปไม่รอด อาจถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาดในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง (Fire Sale)มาตรการแรก เป็น สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ 250,000 ล้านบาท โดยให้สถาบันการเงิน คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ใน 2 ปีแรก เฉลี่ยไม่เกิน 5% ใน 5 ปีแรก แต่ผู้กู้ต้องมีกลไกค้ำประกันไม่เกิน 10 ปี รัฐบาลจะชดเชยค่าธรรมเนียมค้ำประกันเฉลี่ยไม่เกิน 3.5% ตลอดสัญญา ทั้งนี้ผู้กู้ต้องมีวงเงินสินเชื่อในสถาบันการเงินไม่เกิน 500 ล้านบาท กู้ได้ไม่เกิน 30% ของวงเงินสินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธ.ค.62 หรือ 28 ก.พ.64 แล้วแต่จำนวนไหนจะสูงกว่ากัน แต่ไม่เกิน 150 ล้านบาทมาตรการที่สอง เป็น การสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยให้ผู้ประกอบการมีสิทธ์ิซื้อทรัพย์สินนั้นคืนได้ภายหลัง ที่เรียกกันว่า “โกดังพักหนี้” หรือ “การแช่แข็งหนี้” นั่นแหละ ธุรกิจโรงแรมที่รู้ตัวว่าไปไม่รอด หนี้สินท่วมตัว แทนที่จะต้องปิดกิจการหรือขายกิจการ ก็เอาโรงแรมไปใช้หนี้ธนาคารแทน โดยมีเงื่อนไขว่าธนาคารเจ้าหนี้ต้องขายคืนให้เจ้าของเดิมเมื่อออกจากช่องแช่แข็ง หรือให้เจ้าของเดิมเช่าไปดำเนินกิจการระหว่างที่อยู่ในโกดังพักหนี้สองมาตรการนี้ มีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี ครม.สามารถขยายเวลาได้อีก 1 ปีคุณปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย เคยให้สัมภาษณ์ว่า แนวคิด asset warehousing หรือ การแช่แข็งหนี้ เป็นหนึ่งใน 3 แผนที่ สมาคมธนาคารไทย เสนอต่อรัฐบาล เพื่อปรับโครงสร้างหนี้กลุ่มที่ไปต่อไม่ได้ สภาพตอนนี้ 5 ดาวยันดาวเดียวตายหมด ทุกคนต้องการเวลาดูว่าจะกลับมาได้เท่าไหร่ ใครจะได้ไปต่อ ใครไปต่อไม่ได้ โดยยกเข้าช่องแช่แข็งแล้วค่อยละลายออกมาตามสถานการณ์ เพราะแบงก์ก็ไม่อยากได้โรงแรม การยึดสร้างต้นทุนทั้งระบบ แทนที่จะสู้กันหาทางมาจับมือกันดีกว่าใครจะได้ไปต่อ ใครไม่ได้ไปต่อ ต้องต่อท่อหายใจลุ้นกันต่อไปกว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาก็ปี 2567 โน่น วันนี้ ห้องพักโรงแรมในเมืองไทยมีเกือบ 800,000 ห้อง ???“ลม เปลี่ยนทิศ”