ความเชื่อจากการเสพข้อมูลอย่างผิดๆได้กลายเป็นภัยต่อสังคมอีกครั้ง หลังเมื่อวันที่ 27 ม.ค. กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นายสตีเวน แบรนเดนเบิร์ก เภสัชกรวัย 46 ปี ในรัฐวิสคอนซิน ที่ถูกจับกุมเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ยอมรับสารภาพผิดแล้วว่าเป็นคนจงใจทำลายวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 จำนวนกว่า 500 โดสของบริษัทเวชภัณฑ์โมเดอร์นา ประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากเชื่ออย่างสนิทใจในทฤษฎีสมคบคิด ว่าวัคซีนเป็นอันตรายต่อร่างกาย และจะส่งผลให้ดีเอ็นเอถูกเปลี่ยนแปลงสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายแบรนเดนเบิร์กได้ยอมรับสารภาพในข้อหา 2 กระทง ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดรวม 20 ปี พร้อมยอมรับว่าเหตุที่ทำลงไป เพราะคิดว่าวัคซีนของโมเดอร์นาอันตราย และวัคซีนนานาชนิดที่ถูกคิดค้นตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเป็นสิ่งไม่ดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังพบหลักฐานด้วยว่า นายแบรนเดนเบิร์กได้แสดงจุดยืนต่อต้านวัคซีนแก่เพื่อนร่วมงานมานานแล้วกว่า 2 ปีทั้งนี้ นายแบรนเดนเบิร์ก เป็นเภสัชกรประจำศูนย์การแพทย์ออโรรา ในเมืองกราฟตัน รัฐวิสคอนซิน ก่อนถูกสั่งไล่ออก ถอนใบอนุญาต และโดนเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวในเดือน ธ.ค. หลังจากใช้เวลาช่วงเข้าเวรกลางคืน แอบนำวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของบริษัทโมเดอร์นา ออกมาจากตู้ควบคุมอุณหภูมิ และตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องเป็นระยะเวลานาน เพื่อให้แน่ใจว่าวัคซีนเสื่อมสภาพหรือใช้งานไม่ได้ ก่อนทำเนียนนำวัคซีนเก็บกลับเข้าตู้อุณหภูมิเหมือนเดิม เพื่อไม่ให้ถูกจับได้ โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่า มีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนที่เสื่อมสภาพจากการกระทำของนายแบรนเดนเบิร์ก ไปอย่างน้อย 57 คน แต่มิได้เปิดเผยว่ามีอาการเช่นไรหรือต้องเข้ารับการฉีดใหม่หรือไม่วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของบริษัทโมเดอร์นา และของบริษัทไฟเซอร์ ประเทศสหรัฐฯ เป็นวัคซีนชนิดใหม่ที่ใช้รหัสพันธุกรรมจำลองของไวรัส และจำเป็นต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิติดลบอย่างสม่ำเสมอ ถึงจะมีประสิทธิภาพ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศสั่งซื้อวัคซีนของไฟเซอร์และโมเดอร์นาเพิ่มเติมอีก 200 ล้านโดส พร้อมประเมินว่าอาจใช้เวลาหลายเดือน กว่าจะฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้อย่างครอบคลุม ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่ามีชาวอเมริกันได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 23.5 ล้านโดส และอัตราการฉีดวัคซีนในขณะนี้อยู่ที่ 1 ล้านคนต่อวัน.