เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า “โดนัลด์ เจ.ทรัมป์” จะอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯไปจนครบวาระ หรือประมาณเที่ยงของวันที่ 20 ม.ค.นี้ ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มิช แม็คคอนเนล แกนนำ รีพับลิกันออกมาระบุชัด กระบวนการลงมติถอดถอน “อิมพีชเมนต์” ผู้นำในขั้นตอนวุฒิสภา จะต้องไปทำตอนที่โจ ไบเดน ขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่แล้ว พร้อมกล่าวทำนองว่าเรื่องละเอียดอ่อนพรรค์นี้ ไม่ควรที่จะรวบรัดตัดตอนแต่แน่นอนสำหรับคนที่ไม่ใช่ผู้สนับสนุนตัวยง ย่อมอยากเห็นทรัมป์กระเด็นทั้งสิ้น เพราะรับไม่ได้กับการยุยงปลุกปั่นอย่างน่าเกลียด จนนำไปสู่ฉากอันด่างพร้อยของประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ รัฐสภากรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ถูกฝูงชนย่ำยีเมื่อวันที่ 6 ม.ค. และเอาเข้าจริง แม็คคอนเนลเอง ก็พูดหลังฉากว่า ยินดีที่เดโมแครตออกตัวถอดถอน ทีนี้พรรครีพับลิกันก็จะเขี่ยโดนัลด์ ทรัมป์ไปให้พ้นๆเสียทีทั้งนี้ เกิดกระแสวิตกกังวลว่า ในห้วงเวลาที่เหลืออยู่ ทรัมป์จะแสดงฤทธิ์เดชอะไรอีก จะสร้างเรื่องที่ร้ายแรงยิ่งกว่าหรือไม่ หลังมีข่าวว่าแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต่อสายถึงผู้บัญชาการคณะเสนาธิการกองทัพสหรัฐฯ พล.อ.มาร์ก มิลเลย์ ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะลดอำนาจทรัมป์ด้านความมั่นคงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง โดยเฉพาะอำนาจในการสั่งยิงขีปนาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงอย่าง “นิวเคลียร์” ถ้าทรัมป์เสียสติ สั่งกดปุ่มพุ่งจรวดใส่ชาติคู่ปรับ อริศัตรูขึ้นมาจะเป็นเช่นไรนายบรูซ จี. แบลร์ นักวิชาการและอดีตเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการยิงขีปนาวุธข้ามทวีป ICBM สังกัดกองทัพอากาศสหรัฐฯ เคยอธิบายในประเด็นนี้ไว้ว่า สิ่งที่แน่นอนคือประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุด เป็นคนเดียวที่มีอำนาจในการสั่งใช้งานอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกากระบวนการได้ถูกเขียนไว้ชัดเจน แรกเริ่ม ผู้นำสหรัฐฯต้องเรียกประชุมที่ปรึกษากองทัพและฝ่ายพลเรือน ในห้องประชุมสถานการณ์ทำเนียบขาวกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แต่ถ้าอยู่ระหว่างการเดินทาง จะจัดประชุมทางไกลผ่านระบบสื่อสารที่มั่นใจว่าข้อมูลจะไม่รั่วไหล ซึ่งผู้ที่ต้องเข้าร่วมการประชุมคือ รองผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของกระทรวงกลาโหม “เพนตากอน” และเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการความมั่นคงแบบเรียลไทม์ หรือผู้ดูแล “วอร์รูม” ของกองทัพ ไปจนถึงผู้บัญชาการหน่วยยุทธศาสตร์ต่างๆสำหรับการประชุมจะใช้เวลาเท่าไรก็ได้ตามที่ประธานาธิบดีต้องการ แต่หากเกิดกรณีที่ขีปนาวุธของศัตรูกำลังมุ่งหน้าสู่แผ่นดินสหรัฐฯ ควรรวบรัดและสั่งการตอบโต้ให้เสร็จภายใน 30 วินาที ในการประชุมนี้จะมีใครคัดค้าน หรือพยายามเกลี้ยกล่อมให้เปลี่ยนใจก็ได้ แต่สุดท้ายแล้ว...ก็ต้องทำตามคำสั่งของประธานาธิบดีสมมติมีการสั่งขึ้นมาว่าให้ยิงนิวเคลียร์ จะเป็นหน้าที่ของทหารระดับสูงในการยืนยันว่า ผู้สั่งการคือประธานาธิบดีตัวจริงหรือไม่ โดยใช้วิธียืนยันรหัสลับที่ประธานาธิบดีจะพกติดตัวไว้เสมอ หรือเรียกกันว่า “แผ่นบิสกิต” เมื่อเจ้าหน้าที่พูดว่า เดลต้า-เอคโค่ (DE) ทางผู้นำก็ต้องหารหัสที่อยู่บนบรรทัดเดียวกันและตอบกลับไป เช่น ถ้าเขียนไว้ว่า CZ ก็ต้องตอบกลับว่า ชาร์ลี-ซูลู และอ่านจนครบทั้งหมด จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของหน่วยบัญชาการจะทำหน้าที่เข้ารหัส แปรคำสั่งแผนการยิง เวลายิง เป้าหมายทั้งหมด ให้กลายเป็นรหัสโค้ด (ตัวอย่าง ลิมา-ทรี-โรมีโอ-โฟร์-ควิเบก-เซียร์-รา L3R4QS...) ความยาว 150 ตัวอักษร และส่งไปยังฐานยิงทั่วโลกให้รับคำสั่ง เมื่อศูนย์ยิงไม่ว่าฐานบนบก หรือเรือดำน้ำได้รับแล้ว จะต้องเดินไปเปิดเซฟบรรจุรหัสของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อเทียบว่ารหัสอนุมัติตรงกันหรือไม่หลังจากเช็กรหัสว่าถูกต้อง ผู้บัญชาการเรือดำน้ำจะเตรียมการยิงหลังได้รับคำสั่ง 15 นาที แต่สำหรับฐานยิงบนบก ซึ่งดูแลขีปนาวุธนิวเคลียร์ฐานละ 50 ลูก จะมีรายละเอียดเพิ่มเติม คือเจ้าหน้าที่ 5 ทีม ทีมละ 2 นาย จะต้องป้อนคำสั่งให้ขีปนาวุธ เปลี่ยนเป้าหมายจากกลางมหาสมุทร ไปยังสถานที่ที่ต้องการก่อน ตามด้วยการหยิบ “กุญแจ” ปล่อยขีปนาวุธจากตู้เซฟ นำมาเสียบและบิดพร้อมๆกัน ในเวลาที่ต้องการยิง โดยแต่ละทีมจะอยู่ในบังเกอร์ห่างกัน 1 ไมล์ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ที่ทำให้ไม่สามารถยิงมิสไซล์ได้คำสั่งยิงจากการบิดกุญแจ จะใช้เพียง 2 เสียงโหวตเท่านั้น หมายถึงใน 5 ทีมที่บิดกุญแจพร้อมกัน หากมี 3 ทีมคัดค้านก็ไม่สามารถยับยั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ได้ ต้องคัดค้านคำสั่ง 4 ทีมขึ้นไป หรือเจ้าหน้าที่ 2 ทีมที่เหลือ มีคนใดคนหนึ่งไม่ยอมบิดกุญแจปล่อยอาวุธและแน่นอนว่าเมื่อขีปนาวุธถูกยิงออกจากฐานไปแล้ว ก็ไม่อาจทำอะไรได้อีก เพราะแม้จะเป็นการยิงเพราะเข้าใจผิดก็ตาม แต่ขีปนาวุธสหรัฐฯไม่มีระบบสั่งทำลายตัวเองกลางอากาศ เหมือนในภาพยนตร์ฮอลลีวูดด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่หลายคนจะหนาวๆร้อนๆ บอกว่าไม่ใช่เหลือเวลาแค่ 3 วัน แต่เหลืออีกตั้ง 3 วัน ที่ทรัมป์ยังคงอยู่ในออฟฟิศ และมีอำนาจเต็มในการใช้อาวุธมฤตยูที่จะสร้างความหายนะเหลือคณานับ ถึงในความเป็นจริงแล้ว มันแทบไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นเลย.วีรพจน์ อินทรพันธ์