ภาพหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในช่วงนี้ มักจะเป็นภาพเกี่ยวกับม็อบ หรือมวลชนที่เรียกตัวเองว่า แนวร่วมกลุ่มราษฎรที่หลั่งไหลออกมาชุมนุมตามจุดนัดพบต่างๆ เช่น สถานีรถไฟฟ้า หรือห้างใหญ่ๆทั่วกรุงเนื่องจากมวลชนมักจะมาตอนเย็นๆและอยู่จนถึงคํ่า และสลายตัวเวลา 2 ทุ่มบ้าง 3 ทุ่มบ้าง จึงมีหลายๆครั้งที่ผู้ชุมนุมจะนัดหมายกันเปิดไฟแฟลชจากโทรศัพท์มือถือพร้อมๆกัน เมื่อถ่ายภาพออกมาจึงมองคล้ายแสงดาวบนท้องฟ้าที่ระยิบระยับในคืนเดือนมืดแกนนำผู้ชุมนุมเคยให้สัมภาษณ์ว่า แสงระยิบระยับที่ว่านี้เป็นสัญลักษณ์ของการส่องแสงสว่างเพื่อค้นหาระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ผมลองกางหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันพุธที่ 21 ตุลาคม วันที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับวันนี้ แล้วใช้ปากกาจิ้มนับไปทั่วภาพ...พบว่า 100 เปอร์เซ็นต์ของมวลชนเลยละครับที่ชูมือถือพร้อมกับเปิดแฟลชไฟนั่นแปลว่าผู้เข้าร่วมชุมนุมต่างพกโทรศัพท์มือถือกันมาทุกคนทำให้ผมอดมิได้ที่จะแว่บไปนึกถึงความหลังเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2535 ที่มีการชุมนุมใหญ่ทางการเมืองเกิดขึ้น และมีการปราบปรามโดยรัฐบาลในสมัยนั้น จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนหนึ่งก่อนที่เหตุการณ์จะยุติลงได้ด้วยพระบารมีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงรับสั่งให้คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย ได้แก่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร หัวหน้ารัฐบาล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หัวหน้าผู้ชุมนุม เข้าเฝ้า และทรงมีพระราชดำรัสเตือนสติจนทำให้เหตุการณ์สงบลง และนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุจินดา ลาออกในวันรุ่งขึ้นการชุมนุมที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม จนมาถึงวันยุติ คือวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2535 นั้น ได้รับการเรียกขานหรือการตั้งฉายาจากสื่อมวลชนว่า “ม็อบมือถือ” เพราะผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งพกโทรศัพท์มือถือ และใช้ในการติดต่อส่งข่าวสารระหว่างการชุมนุมใน พ.ศ.2535 นั้น โทรศัพท์มือถือได้รับการพัฒนามาพอสมควรแล้ว จากเครื่องที่เคยใหญ่และหนักถึงกิโลกรัมเศษ ค่อยๆลดลงมา และเล็กลงมาจนสามารถถือไปไหนมาไหนได้ จึงเรียกกันว่าโทรศัพท์มือถือ และย่อสั้นๆว่า “มือถือ” ในที่สุดแต่ก็ยังไม่เผยแพร่กว้างขวางนัก มีใช้เฉพาะในกลุ่มคนที่มีรายได้ดี ทำงานบริษัทระดับสูง หรือถ้าเป็นข้าราชการก็จะอยู่ในระดับหัวหน้าฝ่ายขึ้นไป โดยทางราชการให้ยืมใช้แบบโทรศัพท์ประจำตำแหน่ง เมื่อโยกย้ายหรือลาออกจะต้องคืนให้แก่หน่วยราชการนั้นๆดังนั้น ในขบวนม็อบ เมื่อ พ.ศ.2535 จึงมีการใช้มือถือเฉพาะระดับหัวหน้าม็อบและผู้เข้าร่วมส่วนหนึ่งเท่านั้น มิได้ใช้หรือมีมือถือครบทุกคน หรือ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังปัจจุบันแต่ก็ต้องยอมรับว่า การใช้เพียงเท่านี้ก็มีประสิทธิภาพในการเคลื่อนม็อบ กำหนดทางเดินหรือสถานที่ที่ม็อบควรจะมุ่งไป หรือการใช้โทร.เรียกกำลังเสริม ฯลฯ มีประโยชน์ต่อการบริหารจัดการม็อบมากกว่าในสมัย 14 ตุลาคม ที่ต้องใช้การตะโกนผ่านไมโครโฟนอย่างเดียวมาถึงวันนี้ 28 ปีผ่านไป โทรศัพท์มือถือได้รับการพัฒนาไปไกลมาก ไกลจนกลายเป็นเครื่องมือวิเศษที่มนุษย์ยุคนี้ขาดไม่ได้ไปเสียแล้วเพราะทำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่หน้าที่หลักคือ โทรศัพท์ไปจนถึงถ่ายภาพ ดูหนัง ฟังเพลง บันทึกเสียง และส่งข้อความหรือภาพผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อนัดหมายการชุมนุมตามจุดต่างๆ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯรวมทั้งใช้ทำเป็นแฟลชเปิดไฟเรียกร้องประชาธิปไตยในภาพหน้า 1 ดังกล่าว...กลายเป็นม็อบมือถือที่ทรงพลังมากกว่าเมื่อ 28 ปีก่อนม็อบมือถือ 2563 จะดำเนินการไปอย่างไร? และจะจบอย่างไร? คงต้องติดตามกันต่อไปแม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องข้อ 3 ว่าด้วยการปฏิรูปสถาบัน และขอย้ำว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งยวด แต่ผมก็ภาวนาขอให้จบลงด้วยดี ผ่านการใช้เครื่องมือประชาธิปไตยคือ สภาผู้แทนราษฎร ดังที่กำลังมีความพยายามอยู่ในขณะนี้...อย่าไปจบแบบ “พฤษภาทมิฬ” หรือเหตุการณ์ “ม็อบมือถือ” ครั้งที่แล้วอย่างเด็ดขาดแค่นี้ประเทศไทยเราก็บอบช้ำมากแล้วครับ เจอโควิด–19 ก็แทบโงศีรษะไม่ขึ้นอยู่แล้ว อย่าให้ทรุดลงไปอีก เพราะความ “รุนแรง” หรือการเสียเลือดเนื้อและเสียชีวิตกันอีกเลย.“ซูม”