ทั่วทั้งโลกรู้จัก “ผ้าไทย” และ “ชุดไทย” มรดกตกทอดจากบรรพบุรุษตั้งแต่โบราณกาล ในฐานะงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่าของชาติไทย ก็ด้วยพระปรีชาชาญและพระวิริยะอุตสาหะของ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ที่มีพระราชปณิธานในการส่งเสริมการฟื้นฟูผ้าไทยและชุดไทย จนก่อเกิดเป็นโครงการหลวงมากมาย เพื่ออนุรักษ์สมบัติล้ำค่าของชาติให้เป็นมรดกอันน่าภาคภูมิใจในยุคที่อาณาจักรสยามเริ่มเปิดประเทศ นับตั้งแต่รัชสมัยของ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกได้หลั่งไหลเข้ามาในทุกๆด้าน ไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องการแต่งกาย ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี โดยเฉพาะชนชั้นสูงต่างก็รับเอากระแสแฟชั่นนิยมของฝรั่งมาปรับเข้ากับวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวสยามอย่างแพร่หลาย ที่เห็นได้ชัดคือ แพตเทิร์นเสื้อในสมัยวิกตอเรียนที่ถูกนำมาผสมผสานจนเกิดเป็นเสื้อทรงขาหมูแฮมตามแบบฝรั่ง ใส่คู่กับโจงกระเบนงามอย่างไทย จนมาถึงช่วงต้นรัชสมัยของ “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” กระแสแฟชั่นตะวันตกยิ่งมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ จนเรียกได้ว่าแทบจะละทิ้งจารีตนิยมไปเลย แต่ด้วยพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลของ “สมเด็จพระบรมราช ชนนีพันปีหลวง” ได้ทรงริเริ่มฟื้นฟูและอนุรักษ์ผ้าไทยอย่างจริงจัง ผ่านพระราชกรณียกิจหลายอย่าง ตั้งแต่การก่อตั้งมูลนิธิศิลปาชีพ การริเริ่มโครงการพระราชดำริชุดไทยพระราชนิยม และพระราชดำริในการออกแบบเครื่องแต่งกายประจำชาติเพื่อสร้างเอกลักษณ์ของชาติไทยขึ้นมาใหม่ นับเป็นคุณูปการอย่างยิ่งแก่ประเทศชาติ เมื่อ “สมเด็จพระบรม ราชชนนีพันปีหลวง” มีพระราชดำริให้ออกแบบ เครื่องแต่งกายประจำชาติ เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของชาติไทยขึ้นมาใหม่ เนื่องจากต้องตามเสด็จ “พระบาทสมเด็จพระ มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร” เสด็จประพาสทวีปยุโรปและอเมริกา ในปี 2500-2525 มีพระราชกระแสรับสั่งว่า คนไทยยังไม่มีชุดแต่งกายประจำชาติที่เป็นแบบแผนเหมือนชาติอื่นๆ จึงโปรดให้ “ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค” ได้หารือกับผู้รู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย ค้นคว้าเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายของสตรีในราชสำนักยุคสมัยต่างๆ และโปรดให้ “คุณหญิงอุไร ลืออำรุง” ช่างตัดฉลองพระองค์ เลือกแบบต่างๆมาดัดแปลงแก้ไขให้เหมาะสมจนได้ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ โดยได้พระราชทานชื่อตามนามของพระที่นั่ง และพระตำหนักต่างๆในพระบรม มหาราชวัง “ชุดไทยเรือนต้น” สำหรับใช้ในโอกาสลำลอง เหมาะแก่งานที่ไม่เป็นพิธีการ เช่น งานกฐิน งานทำบุญต่างๆ ใช้ผ้าซิ่นฝ้ายหรือไหมมีริ้วตามยาวหรือขวาง หรือผ้าเกลี้ยงมีเชิงยาวจดข้อเท้าป้ายหน้า ส่วนสีของเสื้อจะกลมกลืน หรือตัดกันกับผ้าซิ่นก็ได้ เป็นชุดคนละท่อน แขนสามส่วน ผ่าอกกระดุม 5 เม็ด คอกลมตื้นไม่มีขอบ เครื่องประดับที่ใช้นิยมติดเข็มกลัดขนาดใหญ่พอสมควรเหนืออกเสื้อด้านซ้าย “ชุดไทยจิตรลดา” เป็นชุดไทยพิธีกลางวัน ใช้ผ้าไหมเกลี้ยงมีเชิง หรือยกดอกทั้งตัว ผ้าซิ่นยาวป้ายหน้าคนละท่อนกับตัวเสื้อแขนยาว ผ่าอก คอกลม มีขอบตั้งน้อยๆ ใช้ในงานที่ผู้ชายแต่งเต็มยศ เช่น รับประมุขของประเทศที่มาเยือนอย่างเป็นทางการ พิธีสวนสนามในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ไม่ต้องประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์“ชุดไทยอมรินทร์” เป็นชุดไทยสำหรับงานพิธีตอนค่ำ ไม่คาดเข็มขัด ใช้ผ้ายกไหมที่มีทองแกม หรือยกทองทั้งชุด ผู้สูงอายุอาจใช้คอกลมกว้าง ไม่มีขอบตั้ง และแขนสามส่วน เหมาะกับงานเฉพาะวันเฉลิมพระชนมพรรษา ควรประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ “ชุดไทยบรมพิมาน” ใช้ในพิธีตอนค่ำ จะคาดเข็มขัด ใช้ผ้ายกไหม หรือยกทองมีเชิง หรือยกทั้งตัวก็ได้ ตัดแบบติดกันซิ่นมีจีบยกข้างหน้า และมีชายพก ใช้เข็มขัดไทยคาดซิ่นยาวจดข้อเท้า เสื้อแขนยาวคอกลม มีขอบตั้งผ่าด้านหน้า หรือด้านหลังก็ได้ เหมาะกับงานเต็มยศ หรือครึ่งยศ และงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ เช่น งานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ“ชุดไทยจักรี” ใช้ในพิธีเต็มยศ งานราตรี ผ้านุ่งจีบยกข้างหน้ามีชายพก คาดเข็มขัดไทยและห่มสไบ ผ้ายกเป็นแบบมีเชิง หรือยกทั้งตัว เปิดบ่าข้างหนึ่ง ชายสไบคลุมไหล่ทิ้งชายยาวด้านหลังพอสมควร“ชุดไทยจักรพรรดิ” เป็นแบบไทยแท้แบบหนึ่ง ตัวซิ่นใช้ผ้ายกทั้งตัว มีเชิงยกไหมทอง หรือดิ้นทอง จีบหน้านางมีชายพก ห่มแพรจีบแบบไทย สีตัดกับผ้านุ่งเป็นชิ้นที่หนึ่งก่อน แล้วใช้ผ้าห่มปักอย่างสตรีบรรดาศักดิ์สมัยโบราณห่มทับ “ชุดไทยสุโขทัย” สำหรับงานราตรี ตัดเย็บง่าย และนิยมใช้กันมาก เน้นการปักตกแต่งตัวเสื้อ ผ้าซิ่นยกไหม หรือยกทอง คาดชายพกด้วยเข็มขัดไทย ตัวเสื้อคอกลมกว้าง ไม่มีแขน ผ่าหลัง ปักแต่งลวดลายที่ตัวเสื้อ ใช้ในงานพระราชพิธีที่กำหนดให้แต่งเต็มยศ “ชุดไทยศิวาลัย” เป็นแบบไทยแท้แต่โบราณ เสื้อใช้ผ้าสีทองเหมือนสีเนื้อตัดแบบแขนยาว เสื้อใช้ผ้ายกไหม หรือ ยกทอง ตัดแบบติดกัน ซิ่นยาวจีบหน้านางมีชายพก ใช้เข็มขัดไทยคาด ตัวเสื้อแขนยาวคอกลม มีขอบตั้งเล็กน้อย ผ่าหลัง ตัวเสื้อตัดติดกับซิ่นคล้ายแบบไทยบรมพิมาน แต่ห่มผ้าปักลายไทย ใช้ในโอกาสพิเศษที่กำหนดให้แต่งกายเต็มยศ มิเพียงแต่จะทรงฟื้นฟูและสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายประจำชาติขึ้นใหม่ แต่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ยังทรงเป็นต้นแบบในการเผยแพร่ผ้าไทยและสวมใส่ชุดไทยพระราชนิยมในพระราชวโรกาสต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ครั้งหนึ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของผ้าไทยขจรขจายไปทั่วโลกคือ ในคราที่โดยเสด็จ “พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ไปทรงเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆในยุโรป เมื่อปี 2503 มีพระราชเสาวนีย์โปรดเกล้าฯให้ “มร.ปิแอร์ บัลแมง” ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส นำผ้าไหมไทยไปออกแบบตัดเย็บฉลองพระองค์ ทั้งชุดไทยพระราชนิยม และชุดสากล โดยโปรดให้ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการจัดเตรียมฉลองพระองค์ทั้งหมด นอกจากจะถูกต้องตามธรรมเนียมตะวันตกและสมพระเกียรติในโอกาสทรงเยือนนานาประเทศเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีแล้ว ยังเป็นกุศโลบายที่ทำให้ทั่วโลกได้รู้จักความงามของผ้าไทย ในฐานะงานศิลป์ทรงคุณค่าอันสุดแสนจะวิจิตรบรรจง นับว่าทรงมีสายพระเนตรกว้างไกลและเฉียบแหลมยิ่ง ทรงตระหนักรู้คุณค่าของความเป็นไทย อันเป็นมรดกสืบทอดมาแต่โบราณกาล และอาจสูญสิ้นไป จึงทรงทำทุกวิถีทางเพื่อสืบทอดมรดกของชาติให้คงอยู่เป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทย.ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ