ขอแสดงความชื่นชมยินดีที่การชุมนุมทางการเมืองยุติลง (อย่างน้อยก็ชั่วคราว) เป็นการชุมนุมที่เป็นไปตามลายลักษณ์อักษรของรัฐธรรมนูญมาตรา 44 ที่ว่า “โดยสงบและปราศจากอาวุธ” เป็นการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ แต่ไม่ยืดเยื้อ ไม่มีการเดินขบวนไปยังจุดสำคัญๆ และไม่มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองโดยปกติการชุมนุมทางการเมือง ครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร มักจะมีการปิดถนน ยึดสถานที่สำคัญ เช่น รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล สถานที่ราชการ สนามบิน และศูนย์การค้า ส่วนใหญ่เป็นการชุมนุม “โดยไม่สงบ” และบางครั้ง “(ไม่) ปราศจากอาวุธ” และนำไปสู่ความรุนแรง จบลงด้วยชีวิต และขัดแย้งยิ่งขึ้นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ เนื่องจากทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและรัฐบาล ต่างพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะ ฝ่ายผู้ชุมนุมไม่ชุมนุมยืดเยื้อ ไม่ยึดสถานที่ ตามกลยุทธการชุมนุมแบบใหม่ และนายกรัฐมนตรีก็กำชับตำรวจไม่ให้รุนแรง แม้จะอยู่ในช่วงใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ดูเหมือนจะไม่งัดออกมาใช้ต้องถือว่าการชุมนุมของกลุ่มเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน เมื่อวันที่ 19 ถึง 20 กันยายน เป็นไปด้วยความถ้อยทีถ้อยอาศัย ในระดับหนึ่ง จึงขอเรียกร้องรัฐบาลให้เปิดเวที เพื่อจับเข่าคุยกับบรรดาแกนนำผู้ชุมนุม เพื่อพูดคุยกันอย่างเปิดใจ ตรงไปตรงมา เกี่ยวกับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่เป็นไปได้ข้อเรียกร้องที่สำคัญที่สุดคือการแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกติกาสูงสุดในการปกครองประเทศ การปฏิรูปประเทศไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ล้วนต้องอิงหลักรัฐธรรมนูญ อีกทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันมากที่สุด แม้แต่ฝ่ายรัฐบาลรัฐบาลยังไม่ได้แสดงความจริงใจ ความจริงจังให้ชัดเจน ขณะนี้ต่างฝ่ายต่างพูดในสื่อ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ในการแก้ไขหรือไม่แก้ไขประเด็นใด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ฝ่าย ส.ว. แม้แต่ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ยังไม่ชัดเจน ต้องการแก้ไขประเด็นใดบ้าง ต้องพูดคุยกันอย่างเปิดใจ ให้ได้ข้อสรุปที่ยอมรับการสลายการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนหลังจากการชุมนุมสองวันเป็นไปด้วยความสงบ และปราศจากอาวุธ เป็นสัญญาณที่ดี เป็นโอกาสที่จะปลูกฝังวัฒนธรรมประชาธิปไตย คือการแก้ปัญหาการเมืองโดยสันติ ตามวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ใช่เอะอะก็จะใช้กำลังหรืออำนาจ มิใช่วัฒนธรรมประชาธิปไตย.