ตม.แจง “ต่างด้าว” ล้นห้องกัก ส่วนใหญ่ชาวพม่าหนีโควิด-19 เข้าฝั่งไทย หนึ่งในกระแสข่าวร้อนๆ รับวันอังคารที่ผ่านมา ด้วยมีเจ้าหน้าที่ออกมายอมรับว่า “คนต่างด้าวล้นห้องกัก” โดยส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมารอส่งกลับประเทศ สถานกักตัวคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบางเขน ตั้งอยู่ภายในสโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีฯ เจ้าหน้าที่ได้นำประกาศ “งดเยี่ยม” เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 มาติดบริเวณทางเข้าถึงแม้ว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) จะออกมาแถลงว่า เป็นการกระจายผู้ต้องขังเพื่อลดการแออัดของห้องไปยังห้องส่วนกลางที่กว้างกว่าหลายเท่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมารอส่งกลับประเทศตนเอง ไม่ได้มีการล้นจนออกมานอกตัวอาคารกักขังแต่อย่างใด แต่ก็ยังเป็นประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายกังวลหลังจากมีการแพร่ระบาดไวรัส “โควิด–19” ในประเทศพม่าอย่างมาก คนต่างด้าวไม่น้อยทะลักเข้าไทยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองคุมเข้มตามบริเวณด่านชายแดนจับกุมชาวเมียนมาที่ลักลอบเข้าประเทศตามช่องทางธรรมชาติแล้วนำมากักตัวไว้และทำเรื่องขอส่งกลับแต่ปัญหามีว่า...ทางประเทศต้นทางไม่ยอมรับประชาชนในประเทศตัวเองกลับจึงต้องคุมขังไว้ โดยความเป็นอยู่ก็แบบปกติตามมาตรฐานการควบคุมของเรือนจำข้อมูลบรรยายมาตรฐานของห้องกัก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง www.mekongmigration.org ระบุว่ามี 3 ขั้นตอนคือ รับตัว กักตัว และ ส่งกลับ เริ่มจากกรอกแบบฟอร์ม ตรวจค้นร่างกาย...สิ่งของ ถ่ายภาพ...ทำประวัติ พิมพ์ลายนิ้วมือ...ออกบัตรและเลขประจำตัว แจ้งให้ทราบกฎหมาย ...สิทธิตามกฎหมาย แจ้งเรื่องสิ่งของต้องห้าม...การรับฝากของมีค่า จำแนกเพศ ฐานความผิดก่อนนำเข้าห้องกักประเด็นสำคัญวันนี้ก็คือ “ความเสี่ยง” ของ “คนต่างด้าว” กับ “ไวรัสโควิด-19” ที่มีโอกาสแพร่กระจายขยายเป็นวงกว้าง“ห้องกัก ตม.” สถานที่เสี่ยงติดโควิด-19 สูงมาก กฎหมายเปิดช่องให้ใช้ทางเลือกอื่นได้ เผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์ www.ilaw.or.th/ ระบุว่า ศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เป็นอีกหนึ่งสถานที่ซึ่งมีความเสี่ยงไม่แพ้กัน เป็นที่รวมตัวขนาดย่อมของชาวต่างชาติที่รอการส่งตัวกลับประเทศ หรือเดินทางต่อไปยังประเทศที่สาม แม้จะไม่ได้ชื่อว่า “คุก” เพราะการกักขังเอาไว้ไม่ใช่เพื่อการลงโทษ แต่สภาพที่อยู่ภายในอาจไม่ต่างจากคุกนัก หรืออาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำต้องย้ำว่า...“ห้องกักตัว” คนต่างชาติของ ตม. มีวัตถุประสงค์เพื่อรอการ “ส่งกลับ” จึงหมายความว่าเป็นการอยู่ชั่วคราวระยะสั้น โดยหลักประเทศไทยก็ต้องการที่จะรีบดำเนินการผลักดันให้ออกไปโดยเร็วทว่า...ในความเป็นจริง กระบวนการส่งตัวผู้ต้องกักกลับประเทศมีระยะเวลาค่อนข้างนาน เนื่องจากต้องได้รับการอนุญาตจากประเทศปลายทางเสียก่อนซึ่ง “ผู้ต้องกัก” ที่รอการส่งกลับนี้ ไม่ได้มีเพียงแรงงานต่างชาติที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย หรืออยู่เกินกำหนดวีซ่า แต่ยังมีชาวต่างชาติที่เป็นผู้ลี้ภัย คนไร้รัฐอีกด้วย...ทำให้จำนวนประชากรในห้องกักแต่ละที่อาจมีความหนาแน่นมากน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและเงื่อนไขในการส่งตัวกลับประเด็นน่าสนใจมีอีกว่า...ผู้ต้องกักบางคนอาจจะต้องอยู่ในห้องกักเป็นเวลานานนับปีเลยทีเดียว ยิ่งในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติโควิด-19 ระบาด...วิถี “นิวนอร์มอล” เช่นปัจจุบันนี้ พรหมแดนระหว่างประเทศปิด ...แน่นอนว่าการผลักดันให้คนต่างชาติเหล่านี้กลับประเทศย่อมมีเงื่อนไขที่ยากลำบากมากขึ้นข้อเสนอสำคัญมีว่า...การกักตัวผู้ที่จะต้องถูกส่งกลับ ไม่จำเป็นต้องกักไว้ที่ ตม.เสมอไป“ผู้ต้องกัก” มีหลายประเภท ในกรณีเป็นคนต่างชาติเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 11 มาตรา 12 (1) และมาตรา 18 วรรค 2 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เมื่อถูกจับก็จะต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งความผิดดังกล่าวมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีและปรับไม่เกิน 20,000 บาทเมื่อศาลได้พิจารณาพิพากษาแล้วก็ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป แต่ผู้กระทำผิดส่วนมาก ศาลมักจะพิพากษาให้ได้รับโทษปรับและจำคุกแต่ให้รอลงอาญาเมื่อ “ผู้กระทำความผิด” จ่ายค่าปรับเสร็จสิ้นแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะอยู่ในอำนาจของเจ้าหน้าที่ ตม. ที่จะมารับตัวไปเพื่อนำไปกักในห้องกักของ ตม. เพื่อรอการส่งตัวกลับประเทศต่อไปหัวใจสำคัญของ “พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522” เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ ตม.กักตัวคนต่างชาติ มาตรา 54 วรรค 3 ในกรณีที่มีคำสั่งให้ส่งตัวคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรแล้ว ระหว่างรอการส่งกลับ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอนุญาตให้ไปพักอาศัยอยู่ ณ ที่ใดโดย “ต่างด้าวผู้นั้น” ต้องมาพบพนักงานตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด โดยต้องมีประกัน หรือมีทั้งประกันและหลักประกันก็ได้ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะกักตัวคนต่างด้าวผู้นั้นไว้ ณ สถานที่ใดเป็นเวลานานเท่าใดตามความจำเป็นก็ได้...ค่าใช้จ่ายในการกักตัวนี้ให้คนต่างด้าวผู้นั้นเป็นผู้เสียจะเห็นว่า...ตามกฎหมายแล้ว เจ้าหน้าที่มีดุลพินิจอนุญาตให้คนต่างชาติไปพักอาศัยที่อื่นได้ โดยกำหนดต้องมาพบเจ้าหน้าที่ตามวัน... เวลาที่กำหนด และให้มี “ประกัน” หมายถึงทำสัญญากันว่าจะไม่หนีและมาตามนัด หรือจะให้มี “หลักประกัน” หมายถึงต้องวางทรัพย์สิน เพื่อประกันว่าจะไม่หนี หากไม่มาตามนัดก็ให้ยึดทรัพย์สินหมายความว่า...ไม่ได้บังคับว่าจะต้องกักตัวไว้ที่ห้องกัก ตม. เพียงอย่างเดียวยิ่งในช่วงวิกฤติไวรัส “โควิด–19” ระบาด วิถี “นิวนอร์มอล” เช่นนี้ มาตรการลดการแออัด เว้นระยะห่างมีความจำเป็นอย่างยิ่ง “โควิด-19” ...ติดต่อกันได้ง่ายระหว่างคนที่อยู่ใกล้ชิดกัน และยิ่งมีความเสี่ยงสูงว่าคนที่เดินทางจากประเทศต่างๆ อาจมาพร้อมกับเชื้อไวรัสร้ายนี้ฝากไปถึงเจ้าหน้าที่ ตม. ควรใช้ดุลพินิจออกมาตรการอื่นๆ เพื่อลดความหนาแน่นประชากรในห้องกัก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อที่อาจจะเกิดขึ้นได้ไม่มากก็น้อย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หรือ “หมอดื้อ” คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสริมว่า ถ้าเราสังเกตดีๆจะพบว่าในประเทศไทย ทั้งๆที่มีคนติดเชื้อในประเทศอยู่แล้ว และแพร่เชื้อได้ดังที่มีการสำรวจในพื้นที่ในหมู่บ้านที่มีการติดเป็นลูกโซ่ และแม้แต่รายงานคนที่ไปจากประเทศไทยแต่...ผู้ที่ติดเชื้อจะพบว่าไม่มีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการน้อยมาก เรากำลังหวังว่า...“คนไทย” มีของดีคือ มีกระบวนการต้านทานมาแต่เก่าก่อนจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาที่ไม่ใช่โควิด-19 รวมทั้งผู้ที่ ติดเชื้อโควิด-19 ไปแล้วที่มีอาการน้อยตั้งแต่เริ่มต้นเป็นจำนวนมาก ที่ ไม่ได้ตรวจ ยังคงมีหมวดความจำทางด้านระบบการต้านทานเชื้อในระบบเซลล์ แม้การตรวจเลือดภูมิคุ้มกันในเลือดหรือแอนติบอดีจะหายไปแล้วก็ตามแต่...เมื่อเจอเชื้ออีกครั้งก็เฉยๆ เพราะหมวดความจำถูกปลุกขึ้นมาต่อสู้ได้ทันทีทันใดถัดมา...เป็นผลจากที่มีกระบวนการในการป้องกันการแพร่เชื้อทั้งในระดับบุคคลคือ การมีวินัย รักษาระยะห่าง ใส่หน้ากาก ทำให้คนที่ติดเชื้อแพร่เชื้อไม่ออก และคนรอบข้างมีหน้ากาก ล้างมือเลยไม่ยอมรับเชื้อไปข้อสันนิษฐานดังกล่าวนี้...ถ้าเป็น “จริง” หรือ “ไม่จริง” ก็แล้วแต่ จะเป็นเครื่องตอกย้ำว่า คนไทยจำเป็นต้องรักษาวินัยอย่างเคร่งครัดไปอีก...ไม่ให้เชื้อแพร่เป็นลูกโซ่ไปเรื่อยๆเหมือนอย่างที่พบในยุโรป...อเมริกาอธิษฐาน...ขอให้ “คนไทย” ทุกคนปลอดภัยครับ.