นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว เผยถึงการแก้ปัญหาข้าวหอมมะลิ 105 ในพื้นที่ภาคอีสาน เริ่มมีกลิ่นหอมลดน้อยลง ปีนี้กรมการข้าวจึงวางแนวทางในการปลูกข้าวหอมมะลิให้มีคุณภาพชั้นเลิศ โดยจัดโครงการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยก่อนเพาะปลูกเกษตรกรจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมเวทีชุมชน เพื่อเรียนรู้วิธีการจัดการเพาะปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ตามมาตรฐานที่กรมการข้าวกำหนดก่อนถึงฤดูกาลเพาะปลูก จะมีการเก็บตัวอย่างดินไปตรวจวิเคราะห์ ปรับปรุงบำรุงดินด้วยการปลูกปุ๋ยพืชสด ใช้เมล็ดพันธุ์ดีที่กรมการข้าวสนับสนุน ให้เกษตรกร ไร่ละ 15 กก. และใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หากพื้นที่ใดค่าวิเคราะห์ดินดี ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยมูลสัตว์ปริมาณมาก จากนั้นระบายน้ำก่อนเก็บเกี่ยว 10-15 วัน เพื่อแกล้งข้าว ทำให้ข้าวสุกคอรวงสม่ำเสมอ และเก็บเกี่ยวในระยะพลับพลึง (หลังออกดอก 28-35 วัน) หลังเก็บเกี่ยวลดความชื้นข้าวเปลือก ด้วยการนำไปตากแดด เพื่อให้มีคุณภาพการสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารดี เมล็ดข้าวไม่หักง่าย การจัดการทั้งหมดจะทำให้ข้าวหอมมะลิมีกลิ่นหอม“ปัญหาค่าความหอมที่ลดลง ส่วนหนึ่งมาจากชาวนาหลายพื้นที่เปลี่ยนจากวิธีการเกี่ยวด้วยแรงงานคน หันมาใช้รถเกี่ยวข้าวที่จะรับจ้างทำงานมาจากแหล่งอื่นมาก่อนมาเกี่ยวข้าวในแปลงนา ทำให้มีเมล็ดข้าวพันธุ์อื่นติดปนมากับรถเกี่ยว มาตกหล่นในพื้นที่ ส่งผลทำให้มีข้าวปลอมปน ข้าวดีด ข้าวเด้ง รวมไปถึงการจัดการของโรงสีที่รับซื้อข้าวจากหลายแหล่ง มีคุณภาพแตกต่างกันมากองปนรวมกัน จึงทำให้คุณภาพกลิ่นหอมลดน้อยลง แม้เกษตรกรบางกลุ่มจะมีการจัดการที่ดีได้มาตรฐาน ก็ตาม” นายสุดสาคร บอกอีกว่า เพื่อให้รู้สถานการณ์ต่างๆในพื้นที่ว่าเกษตรกรประสบปัญหาในเรื่องใดบ้าง กรมการข้าวยังได้จัดโครงการชาวนาอาสาขึ้น โดยชุดแรกเป็นประธานจากศูนย์ข้าวชุมชนระดับจังหวัดทุกจังหวัด ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่จากกรมการข้าว คอยให้คำแนะนำ ส่งเสริม รวมทั้งเก็บข้อมูลในพื้นที่เพาะปลูก ส่งเข้ากรมการข้าว วิธีนี้จะช่วยให้แก้ปัญหาได้ทันเหตุการณ์ คาดว่าหลังฤดูเพาะปลูกปี 2563 จะมีข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 1,200 ตัน ที่จะช่วยให้เกษตรกรจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าท้องตลาด ตันละ 500 บาท.