“บิ๊กอ๊อด” ชิ่ง อ้างติดภารกิจไม่เข้าแจง กมธ.ก.ม. “คดีบอส” ส่วนที่ประชุมซักกันเดือด “มนู เมฆหมอก” ฉุน “โรม” ตั้งคำถามช่วยเป่าคดี ยันไม่มีใครก้าวก่ายแทรกแซงได้ จวก “ธนสิทธิ์” ถ้าบอกถูกกดดันวันนั้นไม่มีปัญหาถึงวันนี้ ขณะที่ “วิรดล” เจ้าของคดี รับผิดพลาดสอบปากคำเรื่องการลงวันที่ “ธนสิทธิ์” ยันคำเดิม “บิ๊กอ๊อด” พา “สายประสิทธิ์” มาพบ “โรม” ซัก “ธานี” พบเอกสารหาย 8 หน้า “บิ๊กโต้ง-จารุวัฒน์ ไวศยะ” เผยเตรียมสรุปความผิด 20 ตำรวจบกพร่องทำคดี เสนอ ผบ.ตร.พิจารณาโทษทางวินัย-อาญา มียศระดับ พล.ต.ท.-พล.ต.ต.บางรายเกษียณไปแล้วกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้นายวิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชนในคดีที่อัยการยกฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิตบนถนนสุขุมวิท เมื่อเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย.55 ผลตรวจสอบล่าสุด นายวิชาระบุคดีนี้มีการทำสำนวนเท็จในเรื่องของความเร็วรถ และการลงวันที่สอบปากคำไม่ตรงกับความเป็นจริง พร้อมประสานกระทรวงยุติธรรม คุ้มครอง “พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ แตงจั่น” พยานปากเอกเรื่องความเร็วรถ เหตุถูกคนติดตามจนกังวลเรื่องความปลอดภัยตามที่เสนอข่าวไปนั้นความคืบหน้าเรื่องนี้เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 ส.ค. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน ประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎรที่มีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย เป็นประธานเพื่อตรวจสอบกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา โดยวันนี้ กมธ.เชิญ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รอง ผบ.ตร.ในฐานะอดีต ผบช.สพฐ. พ.ต.อ.วิรดล ทัมทิบดี ในฐานะพนักงานสอบสวนคดีนี้ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ แตงจั่น เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน นายธานี อ่อนละเอียด อดีต สนช. ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในคณะกรรมาธิการกฎหมายยุค สนช. เข้าชี้แจง แต่ พล.ต.อ.สมยศส่งหนังสือชี้แจงว่าไม่สามารถมาได้เนื่องจากติดภารกิจ และเห็นว่า กมธ.สามารถเรียกดูข้อมูลจาก กมธ.กฎหมาย ยุค สนช. ที่เคยพิจารณาเรื่องนี้ไว้ได้ ที่ประชุมจึงขอให้เชิญ พล.ต.อ.สมยศมาอีกครั้งจากนั้นที่ประชุมได้ซักถาม พล.ต.อ.มนู ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีนี้ในฐานะอดีต ผบช.สพฐ.ที่ถูกอ้างว่าอยู่ในเหตุการณ์ พล.ต.อ.สมยศนำนายสายประสิทธิ์ เกิดนิยม อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เข้าร่วมคำนวณคดีนี้ในวันที่ 26 ก.พ.59 ตามเอกสาร พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน โดย พล.ต.อ.มนูชี้แจงเหตุที่ถูกพาดพิงยอมรับว่าในวันที่ 26 ก.พ. เป็นคนเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในคดีนี้มาหารือ กรณีพนักงานสอบสวนขอสอบปากคำเพิ่มเติมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานในคดีนี้ เพื่อความเป็นธรรมทุกฝ่ายเกี่ยวกับเรื่องการตรวจวัดความเร็วรถได้ 177 กม.ต่อ ชม.ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรรอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ในวันดังกล่าวมี พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ นายสายประสิทธิ์ และ พ.ต.อ.วิรดล ที่ให้มาเข้าพบได้ให้ทั้ง 3 ฝ่ายคุยกันอย่างอิสระ จนมาทราบว่าได้ข้อสรุปความเร็วที่ 79 กม.ต่อ ชม. ตามการคำนวณของนายสายประสิทธิ์ ส่วนตัวเข้าใจว่า พ.ต.อ.ธนสิทธิ์เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าการคำนวณของนายสายประสิทธิ์ถูกต้อง จึงเปลี่ยนคำให้การจาก 177 กม.ต่อ ชม. เป็น 79 กม.ต่อ ชม. เมื่อ กมธ.ซักถามว่า เหตุใดมีชื่อ พล.ต.อ.สมยศเกี่ยวข้อง พล.ต.อ.มนูตอบว่า พล.ต.อ.สมยศไม่ได้มาด้วย และย้ำว่าไม่มีใครก้าวก่ายแทรกแซงในคดีนี้ขณะที่ พ.ต.อ.วิรดลยืนยันว่า ไม่รู้จักนายสายประสิทธิ์มาก่อน ในวันดังกล่าวไปสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจเพียงคนเดียว ไม่ได้ไปกับ พล.ต.อ.สมยศ และเป็นเหตุบังเอิญที่ไปสอบปากคำ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ในวันเดียวกับที่เรียกนายสายประสิทธิ์ มาพบ ยืนยันไม่ได้เข้าไปในห้องอยู่ร่วมในการพูดคุยกัน เพราะเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของนายสาย-ประสิทธิ์กับกองพิสูจน์หลักฐานกลาง ไม่เกี่ยวกับพนักงานสอบสวนถึงตรงนี้ทำให้นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษก กมธ. ตั้งคำถามว่า ตกลงใครเป็นผู้นำนายสายประสิทธิ์เข้ามาคำนวณความเร็วในคดีนี้ เพราะแต่ละคนชี้แจงว่าไม่รู้จักนายสายประสิทธิ์สักคน แต่ในข้อมูลของ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ยืนยันว่าเป็น พล.ต.อ.สมยศ โดย พล.ต.อ.มนูยืนยันไม่ทราบว่าใครเป็นคนพามา แต่เข้าใจว่าพนักงานสอบสวนในคดีนี้นำนายสายประสิทธิ์เข้ามาเอง นายรังสิมันต์ตั้งข้อสังเกตว่า อยู่ดีๆนายสายประสิทธิ์จะเข้ามาเองไม่ได้ ตั้งคำถามว่า พล.ต.อ.มนูมีส่วนช่วยเป่าคดีหรือไม่ ทำให้ พล.ต.อ.มนู พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า มากล่าวหาว่าคนเป่าคดี หมายความว่าอย่างไร นายรังสิมันต์ตอบว่า เป็นเพียงการตั้งคำถามเท่านั้นพล.ต.อ.มนูกล่าวตอบว่า ประเด็นของคดีนี้ ไม่ได้อยู่ที่ใครนำนายสายประสิทธิ์เข้ามา เพราะไม่มีใครก้าวก่ายแทรกแซงได้อยู่แล้ว แต่ประเด็นอยู่ที่การคำนวณความเร็วมากกว่า ไม่ว่าใครจะพานายสายประสิทธิ์มาไม่มีผลอะไร หาก พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ถูกกดดันจริงในวันนั้นสามารถบอกตนให้แก้ปัญหาได้ จะทำให้ไม่เกิดปัญหามาถึงทุกวันนี้ จากนั้น กมธ.ได้ซักถาม พ.ต.อ.วิรดล ถึงกรณี พ.ต.อ.ธนสิทธิ์พยายามขอเปลี่ยนแปลงคำให้การเพื่อยืนยันความเร็วที่ 177 กม.ต่อ ชม.เหมือนเดิม เพราะเห็นว่าการคำนวณของนายสายประสิทธิ์ผิดพลาด พ.ต.อ.วิรดลยืนยันว่า ได้ส่งสำนวนให้ พนักงานอัยการไปแล้ว และขณะนั้นไม่ได้เป็นผู้กำกับ (สอบสวน) สน.ทองหล่อ ประกอบกับมีอีกคดีหนึ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบ ทำให้ไม่ได้สนใจส่วนปัญหาพบข้อมูลเท็จในสำนวนอ้างว่าสอบปากคำ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ 2 ครั้งทั้งที่ในข้อเท็จจริง สอบเพียงครั้งเดียวนั้น พ.ต.อ.วิรดลยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดเพราะตอนแรกตั้งใจว่าจะสอบเรื่องความเร็ว 2 ครั้ง คือวันที่ 26 ก.พ.59 และวันที่ 2 มี.ค.จึงทำเอกสารลงวันที่ไว้ล่วงหน้า แต่วันที่ 26 ก.พ. พ.ต.อ.ธนสิทธิ์แจ้งว่า ได้สรุปผลการคำนวณเสร็จสิ้นแล้ว ประกอบกับพนักงานอัยการเร่งรัดส่งสำนวนจึงได้สรุปสำนวนโดยไม่ได้สอบปากคำ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ อีกครั้งในวันที่ 2 มี.ค.ตามที่ตั้งไว้ แต่ยืนยันว่า พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ยืนยันความเร็วที่ 79 กม.ต่อ ชม.มาตลอด จนเพิ่งจะมาขอเปลี่ยนในวันที่ 20 มี.ค. ขณะนั้นได้ส่งสำนวนไปเรียบร้อยแล้วด้าน พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ แตงจั่น พยานปากสำคัญในการตรวจสอบครั้งใหม่คดีนี้ กล่าวว่า เหตุการณ์เรียกคุยกันที่ห้องทำงาน พล.ต.อ.มนู เมื่อวันที่ 26 ก.พ.59 พ.ต.อ.วิรดลมาหาช่วงบ่ายแจ้งว่า พล.ต.อ.สมยศมาด้วย เมื่อทราบว่าจะมาด้วยจึงไปพบในห้อง ขณะนั้นมี พล.ต.อ.สมยศ พ.ต.อ.วิรดล และนายสายประสิทธิ์ โดย พล.ต.อ.สมยศเป็นคนแนะนำให้รู้จักนายสายประสิทธิ์ มีการนำเสนอวิธีการคิดคำนวณใหม่ ได้ 79.22 กม./ชม. จากนั้น พล.ต.อ.สมยศกลับไปพร้อมกับนายสายประสิทธิ์ และมี พ.ต.อ.วิรดลทำหน้าที่สอบปากคำต่อ ตามเอกสารพนักงานอัยการขอให้สอบปากคำเพิ่มเติมตั้งแต่ 12 ก.พ. แต่เพิ่งมาขอสอบปากคำจริงในวันที่ 26 ก.พ. เลยเวลามาแล้ว 14 วันส่วนที่ระบุสอบปากคำ 2 ครั้งนั้น พ.ต.อ.ธนสิทธิ์กล่าวว่าเป็นเพราะ พ.ต.อ.วิรดลเป็นคนขอว่าไม่มีเวลาที่จะมาสอบปากคำซ้ำเพราะอัยการเร่งรัดมา จึงขอสอบปากคำในรอบเดียว โดยประเด็นที่สอบปากคำเพิ่มนั้น พ.ต.อ.วิรดลถามว่า มีวิธีการคำนวณความเร็วแบบอื่นหรือไม่ เป็นการถามหลังจากที่นายสายประสิทธิ์เสนอวิธีการคำนวณใหม่มาแล้ว ประกอบกับตนอยู่สถานการณ์ที่อยู่ในห้องของผู้บังคับบัญชา คือ พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก จึงเกิดความเครียดเพราะมีเวลาจำกัด ไม่สามารถขยายเวลาการให้ปากคำได้ และ พ.ต.อ.วิรดลเป็นคนขอลงวันที่ 2 มี.ค. ในเอกสารเอง แต่ตนไม่คิดว่าจะเป็นสาระสำคัญเพราะขณะนั้นกำลังให้ความสำคัญกับวิธีการคำนวณความเร็วจากนั้นที่ประชุมได้สอบถามนายธานี อ่อนละเอียด ส.ว.ในฐานะอดีตกรรมาธิการกฎหมายฯ สนช. ตั้งประเด็นข้อสงสัย เหตุใดกรรมาธิการ สนช.ไม่มุ่งหาข้อเท็จจริงตามที่ฝ่ายนายวรยุทธร้องมาว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอัยการ แต่กลับไปสอบสวนหาความเร็วของรถยนต์ ความเร็ว 177 กม./ชม.หรือ 79 กม./ชม.ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในข้อร้องเรียน ทำให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางคดี รวมทั้งทำไมไม่ให้ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์เข้าชี้แจงถึงเรื่องความเร็วรถยนต์นายธานีชี้แจงว่า กมธ.สมัยนั้นไม่ได้เป็นศาล อัยการ กกต. ป.ป.ช. ไม่สามารถไปวินิจฉัยชี้ขาดได้ เราเพียงแค่รวบรวมรายละเอียดเท่านั้น ไม่สามารถไปชี้นำพนักงานสอบสวนได้ เราไม่ได้ทำเกินหน้าที่ นายรังสิมันต์ โรม ถามว่า เหตุใดบันทึกชวเลขในช่วงการประชุมลับของ กมธ.สนช.ก่อนที่จะส่งรายงานไปยังอัยการพอดี นายธานีชี้แจงว่า ไม่มีการประชุมลับ เป็นการประชุมอย่างเปิดเผย แต่บางครั้งช่วงที่ กมธ.บางคนแสดงความเห็นส่วนตัว อาจขอไม่ให้เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ เจ้าหน้าที่ชวเลขเลยไม่ได้บันทึก จากนั้นได้มีการเรียกเอกสารบันทึกชวเลขมาชี้แจง โดยนายรังสิมันต์อ่านเอกสารโดยสรุปก่อนข้อความจะหาย ไปตอนหนึ่งว่า เป็นการประชุมช่วงเรื่องความเร็วรถพอดี เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.59 ตามบันทึกกำลังคุยกันถึงความเร็วรถเฟอร์รารี่ จะไม่เกิน 70 กม./ชม. ข้อเท็จจริงตรงนี้เราอยากรู้ว่าได้ข้อสรุปว่าอย่างไร ส่วนสำคัญหายไป 8 หน้า แล้วมามีข้อความหลังจากที่หายไปเป็นในเรื่องความเร็วอีกต่อจากนั้นนายสิระได้แจ้งต่อที่ประชุมอีกว่า ในสัปดาห์หน้าจะเชิญ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ุม่วง มาชี้แจงต่อ กมธ.อีก เพราะอยากรู้ว่ามีหน้าที่อะไรถึงได้พานายสายประสิทธิ์ไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานวันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะรองประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีขั้นตอนการดำเนินคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา กล่าวว่า เบื้องต้นพบว่ามีตำรวจบกพร่องกับคดีนี้ทั้งหมด 11 บวก 9 คน ใน 11 คน ป.ป.ช.ชี้มูลไปหมดแล้ว ส่วน 9 คน ตรวจสอบพบเป็นกรณีใหม่ แต่ใน 11 คน บางคนพบว่าบกพร่องในการตรวจสอบครั้งใหม่ จึงมีชื่ออยู่ใน 9 คนด้วย มีทั้งที่เกษียณอายุไปแล้วและยังรับราชการอยู่ มียศ พล.ต.ท. พล.ต.ต.ที่บกพร่องเรื่องการควบคุมไม่เคร่งครัด ต้องส่งชื่อให้กองวินัยพิจารณา ถ้าพบว่ามีความผิดทางอาญาต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนที่ต้องส่งให้กองวินัยพิจารณา กรณีที่ยังรับราชการจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย หากพบว่าเป็นความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ จะส่งเรื่องไป ป.ป.ช. หากเป็นความผิดที่ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่จะให้ดำเนินคดีผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า คณะกรรมการชุดนี้ ตรวจสอบตามขั้นตอนการปฏิบัติตาม ป.วิอาญา ว่าทำตามขั้นตอนหรือไม่ ปฏิบัติตามระเบียบหรือไม่ อย่าพูดว่าเป็นการรื้อคดี ต้องพูดว่าคณะกรรมการชุดนี้พบหลักฐานสำคัญหรือไม่ อยู่ใน ป.วิอาญา มาตรา 147 ในกรณีพบหลักฐานสำคัญ สามารถดำเนินการสอบสวนเปิดคดีทำใหม่ได้ โดยจะเปิดคดีทำใหม่ในคดีขับรถยนต์โดยประมาทเฉี่ยวชนให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดด้วย ขณะนี้ถือว่าคณะกรรมการชุดนี้ดำเนินการเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว ถ้าออกหมายจับได้ก็จบ ถือว่าเราแก้ไขเรียบร้อยในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนกรณีที่อัยการสูงสุดตั้งคณะทำงานดำเนิน คดีนายวรยุทธ และมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ สอบปากคำเพิ่มเติมในประเด็นความเร็วรถ และดำเนินคดีเสพโคเคนเพิ่ม ขีดเส้นส่งสำนวนภายในวันที่ 20 ส.ค. มีรายงานว่า พนักงานสอบสวนได้ส่งหนังสือขอสอบปากคำผู้เชี่ยวชาญจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เนื่องจากครั้งก่อนสอบปากคำเพียงแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจเท่านั้น โดยขอสอบปากคำในประเด็นพิสูจน์ทราบว่าสารเคมีที่พบในร่างกายนายวรยุทธ เป็นสารเสพติดประเภทโคเคน จริงหรือไม่ หากพบเป็นสารเสพติดจริงจะให้ พ.ต.อ.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผกก.สน.ทองหล่อ ร้องทุกข์กล่าวโทษ ขณะเดียวกัน พนักงานสอบสวนอีกชุดหนึ่งจะไปสอบปากคำพยานอีก 3 ปาก ด้านการตรวจวัดความเร็วรถเฟอร์รารี่ที่นายวรยุทธขับ โดยเจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำ นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปแล้ว เหลือนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกร โดยให้สอบพยานทั้งหมดเสร็จตามกรอบของอัยการ หากไม่ทันจะส่งสำนวนบางส่วนไปก่อน ที่เหลือจะทำเรื่องขอขยายเวลาสอบปากคำอีกครั้ง