ตอนนี้ใกล้เสร็จเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 31 ส.ค.จะส่งรายงานต่อสภาฯนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (รธน.) แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 สภาผู้แทนราษฎร บอกถึงภาพรวมการศึกษาของ กมธ.ที่ใกล้เสร็จกระบวนความ“รวมถึงผลการศึกษาของคณะอนุ กมธ.ประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติม รธน. มีนายวัฒนา เมืองสุขแกนนำพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธาน กมธ. เป็นประธานคณะอนุ กมธ.และผลการศึกษาของคณะอนุ กมธ.ศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติ รธน. พ.ร.บ.ประกอบรธน. และกฎหมายอื่น มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธาน กมธ. เป็นประธานคณะอนุ กมธ. ที่จะแนบท้ายรายงานของ กมธ.ชุดใหญ่เข้าไปด้วย”คณะอนุ กมธ. 2 ชุดนี้มีผลการศึกษาและการเสนอความเห็นไว้ในรายงานการประชุมที่น่าสนใจ โดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ระบุเอาไว้ว่า มีการเสนอแก้ไขทุกหมวด เริ่มตั้งแต่หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย จนถึงบทเฉพาะกาล โดยให้แก้ตาม รธน.มาตรา 256 เท่านั้นไม่เห็นด้วยที่ให้แก้มาตรา 256 เพื่อแก้ รธน.ได้ง่ายขึ้นหรือแก้ให้มี ส.ส.ร.มาทำหน้าที่ยกร่าง รธน.ฉบับใหม่ โดยเฉพาะแบบหลังไม่การันตีแก้ไขประเด็นอะไรบ้างรวมถึงสิ้นเปลืองงบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ทั้งการทำประชามติเห็นชอบร่างแก้รธน.ให้มี ส.ส.ร. การเลือก ส.ส.ร. การทำประชามติร่าง รธน.ฉบับ ส.ส.ร. กระบวนการนี้ใช้เวลานานแถมคัดค้านแก้บทเฉพาะกาลเกี่ยวกับอำนาจ ส.ว.มีอำนาจเลือกนายกฯ เพราะใกล้ครบตามกำหนดเวลา 5 ปีแล้ว และไม่เห็นด้วยให้ยกเลิกมาตร 279 ลบล้างผลพวงรัฐประหาร ไม่เช่นนั้นมีโอกาสประวัติศาสตร์ซ้ำรอย รธน. ปี 50 ที่ต้องการยกเลิกมาตา 309 ลบล้างผลพวงรัฐประหารมีกลุ่มประชาชนไม่พอใจออกมาต่อต้านเป็นชนวนวิกฤติประเทศยาวขณะที่ผลรายงานการศึกษาชุดคณะอนุ กมธ. มีนายวัฒนา เมืองสุข เป็นประธาน หลังเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงการจัดทำแบบสอบถาม จัดสัมมนาในรูปแบบเน้นเฉพาะกลุ่มครอบคลุมทุกเป้าหมายอาทิ กลุ่มผู้พิการ กลุ่มประชาสังคม กลุ่มแรงงาน กลุ่มนิสิต นักศึกษา เยาวชน กลุ่มการกระจายอำนาจโดยได้สรุปข้อคิดเห็นและข้อเสนอเกี่ยวกับการศึกษา หลักเกณฑ์ และแนวทางแก้ รธน. ในทุกมุมมองที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเด็นมีการเสนอแนะที่หลากหลาย พร้อมระบุถึงความคาดหวังและสภาพปัญหาเช่น ระบบพรรคการเมืองและสถาบันการเมือง มีข้อเสนอแนะให้ตัด ส.ส.บัญชีรายชื่อออกจาก รธน. เพราะ ส.ส.ควรมาจากประชาชนแต่ละพื้นที่โดยตรงส.ว.ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน พร้อมกำหนดอำนาจหน้าที่ให้มีความชัดเจน และหากไม่ได้มาจากการเลือกตั้งต้องมีอำนาจหน้าที่ที่จำกัดลงคาดหวังระบบพรรคการเมืองควรมีเสถียรภาพและความต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพราะขณะนี้เผชิญสภาพปัญหามีความเห็นที่แตกต่างกันทางการเมือง อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศขณะที่ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมถึงองค์กรอิสระ บางมุมคิดเสนอให้แก้ระบบการสรรหาองค์กรอิสระ เช่น ให้ภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมในการสรรหา ผู้เป็นองค์กรอิสระควรมาจากกลุ่มคนที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มระบบตรวจสอบกันเอง คาดหวังส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความไว้วางใจขณะที่ นายพีระพันธุ์ บอกว่า “การพิจารณาในชั้น กมธ.เป็นไปอย่างราบรื่น”โดยยึดประโยชน์ประชาชนเป็นตัวนำ ไม่เอาประโยชน์การเมืองนำหน้าเปิดรับฟังความเห็นทุกด้านตั้งแต่หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ถึงบท เฉพาะกาล ทุกประเด็นตกผลึก ประเด็นไหนมีความเห็นหลายมุม ใส่ไว้ในรายงานทั้งหมด เพราะ กมธ.มีหน้าที่ศึกษา รธน.ควรปรับปรุงเรื่องไหนให้เป็นแบบไหน เช่น ระบบกฎหมาย รัฐกำกับดูแลหมดกลายเป็นยิ่งสร้างอำนาจรัฐให้มากขึ้น ประชาชนเล็กลงเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิต การทำมาหากิน ภาคเอกชนต้องการประกอบธุรกิจกว่าจะได้รับการอนุญาต 3 วัน 7 วันยังพิจารณาไม่เสร็จ เปิดช่องให้คอร์รัปชันไหม ขณะที่โลกไปเร็วมากผ่านระบบดิจิทัลหลักกฎหมายต้องผ่อนคลายให้ทำได้เลย รัฐกำกับดูแลเฉยๆ ยกเว้นเกี่ยวกับความมั่นคง ผลประโยชน์ส่วนรวมของสาธารณะ โดยเอกชนหรือประชาชนแจ้งหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งเป็นฝ่ายวางกติกา ปิดช่องเรียกผลประโยชน์เพื่อขอใบอนุญาตถ้าไม่ทำแบบนี้ปฏิรูปประเทศได้ไหม อยากปฏิรูปประเทศต้องทำแบบนี้มีหลายประเด็นทางการเมืองต้องอภิปรายกันหนักในที่ประชุม เช่น สะเดาะกุญแจ มาตรา 256 เปิดประตูแก้ รธน. นายพีระพันธุ์ บอกว่า ใน กมธ.ไม่ได้ทะเลาะกันเพื่อสิ่งที่เราอยากได้กมธ.มีหน้าที่ศึกษา คนหนึ่งเห็นแบบนี้ อีกคนเห็นอีกอย่าง เคารพความเห็นทั้ง 2 ฝ่าย ก็เขียนรายงานการศึกษาให้เห็นว่า เสียงจำนวนหนึ่งเห็นเป็นอย่างนี้ เสียงอีกจำนวนหนึ่งเห็นเป็นอย่างนั้น ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าต้องแก้ไข แก้แบบไหนก็มีความเห็น 2-3 แบบ ถ้าสภาฯเห็นด้วยก็ส่งผลการศึกษาไปให้รัฐบาลเหมือนหลักเกณฑ์การแก้ไข รธน. มี 9 ข้อ โดยไม่มองมุมการเมือง แต่ต้องการแก้หลักกฎหมายกำกับดูแลสังคมและประชาชน โอ๊ะโหเมื่อดูหลักเกณฑ์การแก้ไข รธน.ยุ่งยากไปหมด มีการเสนอปรับปรุงให้ผ่อนคลาย เสียงใน กมธ.เห็นด้วยควรแก้ไข แล้วควรแก้อย่างไร กมธ.ประมวลให้เห็นถึงการแก้ในแต่ละวิธี เช่น มี ส.ส.ร.ก็ว่ากันไป แก้ไขรายมาตราก็ว่ากันไป ไม่ใช่ยำใหญ่ ถ้ารัฐบาลเห็นตามรายงานของ กมธ. อาจยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่เลยดีไหม ถึงอย่างไรก็แก้ทั้งฉบับ แบบนี้ก็เป็นออปชันเผื่อสนใจ แก้ไขทั้งฉบับก็มีหลักเกณฑ์ไปให้ อาจมี ส.ส.ร.หรืออะไร เป็นความเห็นเสนอขึ้นไป ไม่ใช่ยังคับให้มี ส.ส.ร.รัฐบาลเป็นฝ่ายตัดสินใจสุดท้ายตั้งแต่หมวด 3 จนถึงหมวดสุดท้าย มีประเด็นไหนที่เสนอแก้แล้วกระทบต่ออำนาจทางการเมืองบ้าง นายพีระพันธุ์ บอกว่า ขอย้ำ กมธ.มองผลประโยชน์ของสังคมและประชาชน ไม่มองว่าพรรคไหนได้ พรรคไหนเสียกรณีบัตรเลือกตั้งใบเดียว มีทั้งเสียงสนับสนุนไม่ต้องแก้ไขและมีเสียงสนับสนุนให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ไม่มีใครผิดหรือใครถูก กมธ.ประมวลความเห็นทั้ง 2 ฝ่ายไว้ในรายงานผลการศึกษาภาพใหญ่เป็นราย-งานของ กมธ. และภาพย่อยลงรายละเอียดของคณะอนุ กมธ.ชุดที่มีท่านไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธานและคณะอนุ กมธ.ชุดท่านวัฒนา เมืองสุข เป็นประธาน ข้อมูลทั้งหมดมีที่มาและรายละเอียดพอสมควร อย่างน้อยข้อมูลที่รับฟังมาจากประชาชน น้องนักศึกษาก็ได้รับการตอบสนองหรือไปถึงผู้มีอำนาจมั่นใจแก้ รธน.สำเร็จ นายพีระพันธุ์ บอกว่า ถ้ารัฐบาลเห็นว่าสถานการณ์วันนี้ไม่เหมือนสถานการณ์การยกร่างรัฐธรรมนูญปี 60 โดยเฉพาะการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตของประชาชนหลายเรื่องอาจกระทบต่อการปรับปรุง รธน. เมื่อมองหลายมุมแล้วสุดท้ายรัฐบาลคงเห็นสอดคล้องแก้ รธน. และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ได้พูดในแนวนี้บางกลุ่มการเมืองตั้งข้อสังเกตรัฐบาลซื้อเวลา นายพีระพันธุ์ บอกว่า ขอให้เชื่อใจกันเหมือนการทำงานใน กมธ. ช่วงแรกถูกมองว่าไปด้วยกันไม่ได้ สุดท้ายทำงานราบรื่น ผลงานออกมาดีถ้าอยู่บนพื้นฐานความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ บ้านเมืองก็วุ่นวายไม่มีทางหาข้อยุติ ข้อตกลงกันได้ฉะนั้น ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน สังคม ขอให้อยู่บนพื้นฐานเชื่อใจกันให้โอกาสในการทำงาน เชื่อมั่นไม่มีปัญหา.ทีมการเมือง