วันเสาร์สบายๆต้นเดือนวันนี้ ผมชวนท่านผู้อ่านไปคุยธรรมะกันดีกว่านะครับ ผมเพิ่งได้หนังสือ “พุทธปรัชญาในสุตตันตปิฎก” ของ อาจารย์สุเชาวน์ พลอยชุม มาอีกเล่ม อาจารย์ได้เขียนถึง พุทธปรัชญา ไว้มากมาย เรื่องหนึ่งที่ผมสนใจก็คือ “ปัญญากับความรู้” อาจารย์บอกว่าปกติคนจะมองสองเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อพูดถึงปัญญาก็จะหมายถึง ความรู้ พูดถึงความรู้ก็จะหมายถึงปัญญา แต่ในทางพระพุทธศาสนา ปัญญากับความรู้ต่างกันยิ่งอ่านก็ยิ่งพบว่า พระพุทธศาสนา ที่ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้มานั้น ช่างลึกซึ้งเกินหยั่งถึง แถมยังน่าค้นหาไม่รู้จักจบสิ้น อีกด้วยความรู้ในทางพระพุทธศาสนา ก็คือ เรื่องราวต่างๆที่เรารับรู้ หรือเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 6 และ ถูกเก็บไว้ในลักษณะที่เป็นความจำ (สัญญา) บ้าง เป็นความเข้าใจ (ทิฏฐิ) บ้าง ฉะนั้น ความรู้จึงเสื่อมได้ หรือลืมเลือนได้ แต่ความรู้นั่นเอง ได้ก่อให้เกิด อีกสิ่งหนึ่งขึ้นในจิตของมนุษย์ นั่นคือ “ปัญญา” อาจจะเรียกว่าเป็น สมรรถนะ หรือ คุณภาพของจิต ที่เป็นตัวชี้นำในการกระทำสิ่งต่างๆได้อย่างถูกต้องอาจารย์สุเชาวน์ อธิบายให้เข้าใจง่ายๆโดยเทียบกับ ผู้ที่เรียนรู้ เรื่องดนตรีมามาก ก็เกิดปัญญาในทางดนตรี ปัญญาดังกล่าวนี้สามารถสืบทอดไปถึงชาติต่อไปได้ด้วย เรียกว่า “สชาติปัญญา” คือ ปัญญาที่ติดมาแต่กำเนิด คนประเภทนี้ เมื่อไปเกิดใหม่ก็จะมีความสามารถเรียนรู้เรื่องดนตรีได้เร็วและได้ดีกว่าคนอื่น เพราะมีความสามารถหรือปัญญาในเรื่องนี้ติดมาแต่ชาติก่อน ปัญญาในลักษณะนี้เรามักเรียกว่า “พรสวรรค์” นั่นเองในทาง พุทธศาสนา ถือว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีปัญญาติดตัวมาแต่กำเนิดมากบ้างน้อยบ้างทั้งนั้น ปัญญาจึงเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของความเป็นมนุษย์ แต่ปัญญานี้เองเป็นรากฐานให้มนุษย์สามารถเรียนรู้เรื่องราวต่างๆได้ ยิ่งเรียนก็ยิ่งรู้ ยิ่งรู้ก็ยิ่งพัฒนาปัญญาให้สูงยิ่งขึ้น แต่ “สชาติปัญญา” ดังกล่าวนี้ ยังมิใช่ปัญญาที่สมบูรณ์ จึงต้องมีการพัฒนา เพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ปัญญาที่ได้รับการพัฒนาจนสมบูรณ์แล้วจะไม่มีวันเสื่อม ปัญญาที่พัฒนาสมบูรณ์แล้วก็คือ ปัญญาของพระอริยบุคคล หรือ พระอรหันต์ นั่นเองความรู้ ในคำสอนของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ความรู้เพื่อสนองความ อยากรู้ แต่เป็นความรู้เพื่อการแก้ทุกข์แก้ปัญหาของชีวิต เป็นความรู้เพื่อการลดละกิเลสอันเป็นรากเหง้าของปัญหาหรือความทุกข์ทั้งปวงนั่นเอง ความรู้ดังกล่าวจึงมีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อชีวิต สิ่งที่มนุษย์ควรจะเรียนรู้ก็คือชีวิตของตนเองนั่นเองแหล่งที่มาของความรู้ ในทางพระพุทธศาสนา สรุปไว้ว่า มาจาก 3 ทางคือ1.ทางอายตนะ หรือ ประสาทสัมผัส 6 ให้ความรู้ในระดับสามัญทั่วไป เป็นความรู้เกี่ยวกับการปรากฏการณ์ของวัตถุ หรือความรู้เกี่ยวกับโลกทางวัตถุ2.การคิดหรือการใช้เหตุผล ให้ความรู้ในลักษณะเป็นความเข้าใจ ซึ่งอาจเป็นความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุ หรือความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่มิใช่ปรากฏการณ์ทางวัตถุก็ได้ เป็นความรู้ที่กว้างไกลกว่าระดับแรก3.ญาณหรือการหยั่งรู้ของจิต ให้ความรู้ที่มีลักษณะเป็นการเห็นสิ่งนั้นๆอย่างทะลุปรุโปร่ง หรืออย่างแจ่มแจ้งครบถ้วนด้วยจิตโดยตรงแหล่งความรู้ที่มาจาก อายตนะ และ การใช้เหตุผล พระพุทธศาสนาถือว่า ยังไม่อาจให้ความรู้ที่ถูกต้องเป็นจริง ต้องเป็น ญาณหรือการหยั่งรู้ จึงเป็นแหล่งความรู้สูงสุดที่สามารถให้ความรู้อย่างถูกต้องตามจริงได้คนธรรมดาอย่างเรา มีความรู้ระดับ 2 คิดด้วยเหตุผลเองได้ ก็ถือว่าประเสริฐแล้ว ถ้าจะไปถึงขั้นหยั่งรู้ด้วยญาณ ก็ต้องปฏิบัติอย่างจริงจัง ผมรู้แค่นี้ก็พอใจแล้วครับ.“ลม เปลี่ยนทิศ”