วัคซีนโควิด-19 สัญชาติไทย มีแนวโน้มผลิตเองได้เร็วขึ้นภายในกลางปี 64 เล็งทดลองคนระยะ 3 ข้ามใน 6 ประเทศ หลังเมืองไทยสถานการณ์โรคโควิด-19 เริ่มสงบ ระบุหากต่างประเทศทำเสร็จก่อนไทย อาจไม่ต้องทดลองระยะ 3 ขออนุมัติใช้ได้เลย เหตุมีเงื่อนไขอยู่ในภาวะฉุกเฉิน ขณะที่นายกฯเผยสถานการณ์ในต่างประเทศยังน่ากลัว ขอคนไทยอย่าปล่อยตัวไม่กลัวโควิด กระทรวงสาธารณสุขเตรียมชงร่างผ่อนปรนให้ต่างชาติ 3 กลุ่มเข้าไทย แต่ยังไม่รับนักท่องเที่ยว ศบค.เตรียมปลดล็อกเฟส 5 เปิดผับ บาร์ โอเกะ แต่ให้ปิดเที่ยงคืน อาบอบนวดให้พนักงานเว้นระยะห่าง 1 เมตร นั่ง-ยืน ยกเว้นขณะอาบน้ำให้แขกนานาชาติรวมถึงประเทศไทยต่างก็คิดค้นและมีความหวังในการผลิต “วัคซีน” สู้โควิด-19 เพื่อปราบเชื้อโรคตัวร้ายตัวนี้ไม่ให้รุกรานคร่าชีวิตผู้คนทั้งปัจจุบันและอนาคต ทดลองวัคซีนได้ผลบวกที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. สาธารณสุข เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการวิจัยวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในประเทศไทย ว่า จากการรับฟังความคืบหน้าการวิจัยวัคซีนชนิด mRNA ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ผลลัพธ์ค่อนข้างบวก เพิ่มภูมิคุ้มกันในหนูทดลองและลิงทดลองเป็นอย่างมาก หากผลการฉีดวัคซีนในลิงเข็ม 2 ได้ผลลัพธ์ที่ดีก็จะเข้าสู่การทดลองในมนุษย์ แต่จะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อน กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าไม่ต้องกังวลในกระบวนการขั้นตอนทางกฎหมาย อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดรอผลฉีดเข็ม 2 ในลิง 2 สัปดาห์ด้าน ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผอ.โครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เบื้องต้นการทดลองวัคซีนชนิด mRNA ผ่านการทดลองในหนู 2 เข็ม ทุกตัวหลังได้เข็ม 2 มีภูมิคุ้มกันขึ้นมาก แม้จะทำให้เจือจางถึง 20,000 เท่าแล้ว ยังสามารถยับยั้งเชื้อในหลอดทดลองได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการฉีดในลิงเข็มที่ 2 ในอีก 2 สัปดาห์ หากผลพบว่าภูมิคุ้มกันขึ้นสูงเป็นที่น่าพอใจ ก็จะประสานไปยังโรงงานที่เตรียมไว้เริ่มผลิต 10,000 โดสเพื่อใช้ทดลองในอาสาสมัคร คาดว่าจะเริ่มทดลองในคนระยะที่ 1 ได้ในเดือน ต.ค.2563 ขณะนี้คนไทยเริ่มทยอยแสดงความจำนงเข้ามาจำนวนมากแต่ยังรับไม่ได้สักคน เพราะต้องรอผ่านการอนุญาตจากคณะกรรมการวิจัยในมนุษย์ก่อนอาจมีการทดลองข้ามประเทศผู้สื่อข่าวถามถึงการเตรียมการทดลองในคนระยะที่ 3 ต้องทำในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคแต่สถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้มีผู้ติดเชื้อน้อย ศ.นพ.เกียรติกล่าวว่า กระทรวงและสถาบันวัคซีนแห่งชาติได้หารือกับประเทศเพื่อนบ้านบางส่วน แหล่งทุนขนาดใหญ่ต่างประเทศ อาจจะต้องทำการทดลองข้ามประเทศ ขณะนี้ประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซียเริ่มติดต่อในการเข้ามามีส่วนร่วมการทดลองในคนด้วย รวมถึงเมียนมา ลาว กัมพูชา ปากีสถานชี้วิจัยตามหลัง ตปท.ศ.นพ.เกียรติกล่าวต่อว่า การวิจัยวัคซีนของไทย ตามหลังต่างประเทศประมาณ 6 เดือน เนื่องจากวัคซีนตัวแรกของต่างประเทศจะทดลองในคนระยะที่ 3 ประมาณเดือน ก.ค.2563 หากพบการระบาดจำนวนมากในสหรัฐอเมริกาหรือบราซิล การทำวิจัยวัคซีนของต่างชาติได้ผลดีมากจนสำเร็จภายในสิ้นปี 2563 ตัวแรกที่สำเร็จเป็นการใช้เทคโนโลยีเดียวกับไทย จะเป็นข้อดีทำให้ไทยรู้ว่าวัคซีนชนิดเดียวกับของไทยต้องมีภูมิคุ้มกันขึ้นขนาดไหนถึงจะป้องกันได้ จะสามารถหารือกับ อย.ของไทยได้เลยว่า หากใช้เทคโนโลยีเดียวกัน หลังจากไทยทดลองในคนระยะที่ 2 ซึ่งจะฉีดในอาสาสมัครประมาณ 1,000 คนขึ้นไป แล้วพบว่าภูมิคุ้มกันสูงเท่าของต่างประเทศที่ทำสำเร็จแล้ว วัคซีนของไทยจะสามารถทำได้แบบมีเงื่อนไข คือเป็นการอนุมัติให้ใช้อย่างมีเงื่อนไขในภาวะฉุกเฉิน ทดลองฉีดวัคซีนคนเข็มแรก ต.ค.ศ.นพ.เกียรติกล่าวอีกว่า ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนด้วยดีทั้งหมดและเริ่มการทดลองในคนระยะแรกเข็มที่ 1 ในเดือน ต.ค.2563 เพื่อดูความปลอดภัย ระยะสั้น 3 เดือนภายในสิ้นปี 2563 จะทราบผล จากนั้นต้นปี 2564 จะเริ่มทดลองในคนระยะที่ 2 ใช้เวลาอีก 1-2 เดือน รวมประมาณ 4 เดือน หากไม่ทดลองในคนระยะที่ 3 จากการที่ต่างประเทศ ผลิตวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับของไทยได้สำเร็จก่อน คาดเร็วที่สุดภายในกลางปี 64 ไทยจะสามารถผลิตวัคซีนชนิด mRNA ออกใช้ป้องกันโรคโควิด-19 สำหรับคนไทยได้ เนื่องจากทันทีที่มีการทดลองในคนเข็มแรก โรงงานผลิตของวัคซีนของบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด จะเริ่มเตรียมโรงงาน คนและถ่ายทอดเทคโนโลยีทันทีเช่นเดียวกันเพื่อเตรียมความพร้อมแจงงบ 3 พันล้านใช้หนุนวิจัยวัคซีนนพ.นคร เปรมศรี ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า งบประมาณ 3,000 ล้านบาท จะนำมาใช้ในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาวัคซีน ในประเทศที่ดำเนินการอยู่ในหลายสถาบันที่เป็นทีมไทยแลนด์ทั้งมหาวิทยาลัยมหิดล ไบโอเทค บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และองค์การเภสัชกรรม ส่วนการเจรจาเพื่อทำบันทึกข้อตกลงขอร่วม ในการวิจัยวัคซีนกับต่างประเทศ ขณะนี้มีการลงนามแล้ว 2 ประเทศ คือ จีนและเกาหลีใต้ อยู่ระหว่างการติดต่อประสานงานหารืออีกหลายประเทศ เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น เป็นต้นขอเลือดผู้ติดเชื้อวิจัยภูมิคุ้มกันขณะที่ นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข แถลงถึงโครงการวิจัยภาวะภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยโควิด-19 และผู้มีความเสี่ยงในคนไทยว่า การพิชิตศึกโควิด-19 100 เปอร์เซ็นต์ คือการรอคอยวัคซีน ตอนนี้มีความคืบหน้าเป็นลำดับโดยสถาบันวัคซีนร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแพทย์ บริษัทเอกชน จากการรายงานมีการทดลองกับสัตว์ ในระยะแรกหากเรียบร้อยจะเริ่มทดลองในคน คาดว่าจะดำเนินการช่วงปลายปีนี้ ระหว่างการรอคอยวัคซีน กระทรวงสาธารณสุขได้วิจัยเพิ่มข้อมูลช่วยรับมือโควิด-19 โดยวิจัยในผู้ติดเชื้อนำเอาเลือดมาทำการวิจัย ดูว่าคนเหล่านั้น มีภูมิคุ้มกันที่ได้รับการเชื่อถือทางการแพทย์หรือไม่ เราไม่ได้หยุดรอแค่วัคซีน แต่ทุกส่วนพยายามวิจัยในแต่ละเรื่องให้ทุนจุฬาฯ ไปทำวิจัยนายสาธิตกล่าวอีกว่า กระทรวงสาธารณสุข จะให้ทุนมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ดำเนินการในเรื่องนี้ ร่วมกับกรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ เพื่อศึกษาวิจัยว่าคนที่หายแล้ว เขาจะมีภูมิคุ้มกันติดตัวเขาไม่กลับมาเป็นอีกได้หรือไม่ มีระยะเวลายาวนานเท่าใด เรามีผู้ติดเชื้อที่หายแล้วประมาณ 3,000 กว่าคน และเสียสละให้วิจัยเรื่องภูมิคุ้มกันเป็นข้อมูลสำหรับคนทั้งโลกรออาสาคนหายป่วย 500 คนขณะที่ นพ.ปกรัฐ หังสสูต หัวหน้าหน่วยไวรัสวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โครงการนี้จะอธิบายสมมติฐานที่ว่าคนติดเชื้อโควิดสามารถมีภูมิคุ้มกันได้หรือไม่ อยู่นานเท่าไหร่และภูมิคุ้มกันนั้น ป้องกันโรคได้จริงหรือไม่ เพราะภูมิคุ้มกันมีหลายแบบทั้งที่ปกป้องเชื้อไวรัสได้ และป้องกันได้ตลอดชีวิต รวมถึงภูมิคุ้มกันที่ป้องกันได้ แต่จะหายไปในระยะเวลาไม่นานนัก เราจะศึกษาผู้ติดเชื้อว่าที่หายได้เป็นเพราะอะไร มีแอนติบอดีคือ โปรตีนในร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกัน ที่มีต่อเชื้อต่างๆในเม็ดเลือดขาวอย่างไร และไปศึกษาคนใกล้ชิดที่มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ คนกลุ่มนี้มีความสำคัญที่จะบอกให้ทราบว่าเขาใช้ภูมิคุ้มกันอะไรป้องกันตัวเอง จากการติดเชื้อระยะแรกรับอาสาสมัคร 500 คน จากกลุ่มคนที่หายแล้วให้มาบริจาคเลือดเพื่อดูว่าในเลือดมีภูมิคุ้มกันอะไรบ้างและมีคุณภาพอย่างไร จากนั้นจะติดตามต่อไปว่า ผู้มีภูมิสามารถติดเชื้อได้หรือไม่ หวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัครและผู้ใกล้ชิด เพื่อช่วยกันว่า จะทำอย่างไรเพื่อปรับปรุงคุณภาพวัคซีนให้ดีขึ้นถกเฟส 5 ปลดล็อกกิจกรรมในส่วนการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ที่ขณะนี้ใกล้เข้าสู่การปลดล็อกในระยะที่ 5 แล้วนั้น เมื่อเวลา 10.00 น. วันเดียวกัน ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจ พิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รอง ผบ.ทบ. ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจฯ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) รวมถึงหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม พิจารณาแนวทางการผ่อนคลายกิจกรรมและกิจการบางประเภทระยะที่ 5 ซึ่งยังเหลือกิจกรรม/กิจการบางส่วน อาทิ สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ รวมถึงนักดนตรีอิสระว่า จะสามารถเปิดกิจการเพื่อให้ทันกำหนดวันที่ 1 ก.ค.ได้หรือไม่ ป่วย 1 รายมาจากฟิลิปปินส์ต่อมาเวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 1 ราย ในสถานที่กักตัวของรัฐ ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 3,156 ราย หายป่วยสะสม 3,026 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ยอดสะสมคงที่ 58 ราย ทำให้ครบ 1 เดือนที่ไม่มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศ สำหรับผู้ป่วยรายใหม่เป็นชายไทย อายุ 31 ปี เป็นพนักงานร้านอาหารมาจากประเทศฟิลิปปินส์ เข้าไทยวันที่ 17 มิ.ย. ตรวจพบเชื้อวันที่ 22 มิ.ย.แต่ไม่มีอาการคกก.ผ่อนคลายพิจารณา 2 ประเด็นนพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า วันเดียวกันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีการพิจารณาใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1.การพิจารณากิจการกิจกรรมที่ยังไม่ได้รับการผ่อนผัน ได้หารือกันในประเด็นกลางๆที่จะต้องพิจารณาว่ามีอะไรบ้างที่ประชุมเห็นว่าการลงทะเบียนแอปพลิเคชันไทยชนะของกิจกรรมและกิจการที่จะต้องลงทะเบียนเพื่อให้การติดตามมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกิจการกิจกรรมที่จะมีการผ่อนคลายในระยะที่ 5 ต้องลงก่อนการผ่อนคลาย และเพิ่มมาตรการการใช้แอปพลิเคชันผู้พิทักษ์ไทยชนะ สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ให้ไปตรวจประเมินกิจการกิจกรรม ต้องมีการลงทะเบียนเช่นกันจ่อเปิดผับ–บาร์–โอเกะปิดเที่ยงคืนนพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณา 5 กิจกรรมกิจการที่ขอผ่อนผัน การผ่อนผัน การใช้อาคาร สถานที่การศึกษา สถาบันของรัฐ เปิดบริการได้ทั้งหมด ห้างสรรพสินค้าคอมมูนิตี้มอลล์ เปิดให้บริการได้ตามปกติโดยไม่จำกัดเวลา สถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ สถานประกอบการคล้ายการบริการ เช่น โรงเบียร์ โรงเหล้า ลานเบียร์ ร้านอาหารที่มีดนตรี (Pub &Restaurant) โดยจะให้บริการได้ไม่เกิน 24.00 น. ในทุกกรณี และต้องมีระยะห่าง 1 เมตร จำกัดผู้ใช้บริการตามขนาดพื้นที่ 4 ตารางเมตรต่อคน นั่งรวมกลุ่มได้ไม่เกิน 5 คนพนักงานต้องสวมแมสก์ตลอดนพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า พนักงานทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา รวมทั้งต้องลงทะเบียนแอปพลิเคชันไทยชนะ เข้าและออก งดกิจกรรมส่งเสริมการขายทุกรูปแบบ เช่น พนักงานเชียร์เบียร์และโปรโมชันลดราคา รวมทั้งต้องไม่ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้ลูกค้านำสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาบริโภค งดนั่ง ร้องเพลง เต้น หรือยินยอมให้มีการเต้นกับลูกค้า งดการเต้นนอกพื้นที่บริเวณโต๊ะ ที่นั่ง หลีกเลี่ยงการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รูปแบบเหยือก ถ้วย หรือภาชนะที่ใช้ร่วมกัน ติดตั้งกล้องวงจรปิดบันทึกข้อมูลมากกว่า 1 เดือนดีเดย์ปล่อยผี 1 ก.ค.นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า ส่วนร้านเกมและร้านอินเตอร์เน็ต ในพื้นที่ กทม.มีจำนวน 2,000 ร้าน และต่างจังหวัด 2,000 ร้าน จะมีการจำกัดเปิดการเข้าออกตามอายุและช่วงเวลา โดยช่วงอายุน้อยกว่า 15 ปี ในวันจันทร์-วันศุกร์ เข้า-ออกได้ตั้งแต่เวลา 14.00-20.00 น. วันหยุดตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. อายุ 15-18 ปี ในวันจันทร์-วันศุกร์ เข้า-ออกได้ตั้งแต่เวลา 14.00-22.00 น. ส่วนวันหยุดตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. อายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป ใช้บริการได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง จำกัดเวลาให้บริการในระบบ 2 ชั่วโมงต่อรอบและพักทำความสะอาด 15 นาทีเข้มอาบอบนวดขณะที่สถานประกอบกิจการอาบ อบ นวดและโรงน้ำชา มาตรการควบคุมหลักต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ยกเว้นขณะอาบน้ำ เว้นระยะนั่ง-ยืน 1 เมตร ต้องตรวจหาเชื้อโควิดพนักงานเป็นระยะ ทำความสะอาดห้องอาบน้ำอ่างน้ำเป็นระยะ ที่ประชุมใหญ่ ศบค.วันที่ 29 มิ.ย. จะพิจารณาอนุมัติมาตรการผ่อนคลายต่างๆ และจะเริ่มผ่อนคลายได้ในวันที่ 1 ก.ค. เปิดประเทศให้นักลงทุนนพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า เรื่องที่ 2.การพิจารณาผ่อนคลายการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรของชาวต่างชาติ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ตอบรับมาตรการกักตัวในสถานที่ของรัฐ 14 วัน มีการลงทะเบียน ไว้แล้ว เข้ามาได้เลยตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย.คือกลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน ส่วนแรงงานฝีมือ ผู้เชี่ยวชาญ คนต่างด้าว กรณีเป็นครอบครัวของคนไทย หรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา และกลุ่มคนที่อยากเข้ามารักษาพยาบาลในไทย เดินทางเข้ามาได้ในวันที่ 1 ก.ค.ทราเวลบับเบิลต้อง 2 แบบสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ใช้มาตรการคุมไว้สังเกต คือนักธุรกิจ นักลงทุน ที่เดินทางเข้ามาในระยะสั้นๆ เป็นแขกของรัฐบาลและส่วนราชการ ขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณามาตรการผ่อนคลายฯ เมื่อเข้ามาแล้วต้องมีการตรวจและปลอดโควิด ทั้งจากประเทศต้นทาง เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทยจะต้องมีทีมแพทย์และสาธารณสุขติดตาม ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยว ผู้เดินทางตามโครงการการจับคู่การเดินทางระหว่างประเทศที่มีความปลอดภัยจากโควิด-19 สูง หรือทราเวลบับเบิล มี 2 รูปแบบ คือ 1. แบบมาตรการ วิลล่า ควอรันทีน (ที่พักแบบส่วนตัวสำหรับกลุ่มหรือครอบครัว) เริ่มวันที่ 1 ส.ค. และ 2.แบบผ่อนคลายมาตรการสถานที่กักตัวของรัฐ เริ่มดำเนินการเมื่อพร้อมและเชื่อมั่นในมาตรการ 29 มิ.ย.ชงร่างผ่อนปรนเข้า ปท.ขณะเดียวกัน ภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เพื่อพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างระบบการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 จากผู้เดินทางที่จะเข้ามาในไทย ภายใต้ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เนื่องจากไทยได้มีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ และเพื่อพยุงให้ประเทศเกิดการจ้างงาน แก้ไขปัญหาสังคมของประชาชน กระทรวงสาธารณสุขจะรับหน้าที่เตรียมข้อมูลเพื่อนำเสนอให้ ศบค.ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้เสนอคน 3 กลุ่มเข้าไทยนายอนุทินกล่าวว่า ไทยจะมีการจำแนกและอนุญาตให้ผู้ที่เดินทางเข้ามาจากต่างประเทศ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.บุคคลที่นายกรัฐมนตรีอนุญาต เช่น คณะทูต กงสุล องค์กรระหว่างประเทศ ผู้แทนรัฐบาล ผู้ขนส่งสินค้าตามความจำเป็น 2.คนไทยที่จะกลับบ้าน ซึ่งจะกำหนดจำนวนระบบทรัพยากรในการรองรับ รวมถึงกำหนดระบบการกักกันโรคและ 3.บุคคลที่ถือสัญชาติต่างประเทศ ซึ่งเข้ามาประกอบธุรกิจ โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ มีความจำเป็นด้านเศรษฐกิจ เช่น ผู้ป่วยทั่วไปที่มารักษาในไทยไม่ใช่ผู้ป่วยโควิด-19 บุคคลเหล่านี้ต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจนในการอยู่ในประเทศไทยเพื่อทำธุระในระยะเวลาไม่นานต่างชาติมาทำงานต้องกักตัวนายอนุทินกล่าวด้วยว่า การผ่อนปรนจะเป็นไปตามเงื่อนไขตามที่กรมควบคุมโรคจะกำหนด ส่วนมาตรการทราเวลบับเบิล หรือการจับคู่ด้านการท่องเที่ยวนั้น เป็นหนึ่งที่ใช้กรอบใหญ่นี้ เช่น มีระบบการติดตาม มีแอปพลิเคชัน เป็นต้น แต่กลุ่มที่เข้ามาทำงานในไทยไม่นับเป็นกลุ่มทราเวลบับเบิล ต้องเข้ารับการกักตัวเป็น 14 วัน แต่หากเป็นคนไทยที่ทำงานต่างประเทศเข้ามาเพื่อธุรกิจ เช่น มาประชุมจำเพาะมีกำหนดการอยู่ก็จะจัดเป็นกลุ่มทราเวลบับเบิลเงื่อนไขเปลี่ยนได้หากพบติดเชื้อ“ทราเวลบับเบิล หากเข้ามาแบบมีวัตถุประสงค์ก็จะไม่กักตัว หรือเรียกว่ากรีนเลน แต่ต้องมีการตกลงกันถึงมาตรการก่อนออกมาจากประเทศต้นทางว่า จะต้องตรวจสุขภาพ มีประกันสุขภาพอย่างไร มาถึงไทยก็ต้องตรวจหาเชื้อแบบรวดเร็ว ต้องมาเข้าแอปติดตาม รายงานตัว รวมถึงอยู่ตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น หากมาอยู่ 5 วัน ต้องมีการระบุว่าอยู่โรงแรมอะไร ไปจุดไหน เป็นต้น แต่หากมาอยู่เกิน 14 วัน จะต้องมีการกักตัว แต่วันที่ชัดเจนว่าจะอยู่ได้กี่วันต้องไปหารือกันอีกครั้งแต่ไม่เกิน 14 วัน เรื่องนี้เป็นข้อตกลง ไม่ใช่สัญญา หากพบการติดเชื้อเพิ่มขึ้น มาตรฐานการดูแลไม่ดีก็จะมีการเปลี่ยนเงื่อนไขได้” นายอนุทินกล่าวย้ำยังไม่รับนักท่องเที่ยวเมื่อถามถึงข้อห่วงใยของอาจารย์แพทย์ที่เห็นว่า ยังไงก็ยังควรมีการกักตัว นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้มีกรมควบคุมโรคเป็นผู้ดูแล พร้อมรับฟังความเห็น แต่กระทรวงต้องมีความพร้อม สามารถขับเคลื่อนได้ทุกมิติ ต้องมีการสร้างรายได้เพื่อให้กลับสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด เบื้องต้นย้ำว่ายังไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาท่องเที่ยว ส่วนการประเมินว่าจะขยายนอกจาก 3 กลุ่มนี้ ต้องมีการศึกษาก่อนที่จะแบ่งเป็นระยะเป็นเฟส 1 เฟส 2 ต่อไป การกักตัวกลุ่มที่จะเข้ามาทำงาน กลุ่มทราเวลบับเบิล ต้องออกค่าใช้จ่ายเอง นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีแนวคิดที่จะกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการสวมหน้ากากเวลาออกจากบ้าน เมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีการรวมตัวกันจำนวนมากเนื่องจากสาเหตุที่ไทยปลอดเชื้อได้ 30 วัน ส่วนหนึ่งมาจากเราทุกคนใส่หน้ากาก จนกว่าจะมีวัคซีนไม่กักตัวต้องโหลดแอป AOTด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนยิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การเข้าประเทศจะต้องมีการพิจารณากฎระเบียบ มีการตรวจยืนยันว่าไม่มีการติดเชื้อโควิด-19 เข้ามาแล้ว กรณีที่ไม่ได้กักตัว 14 วัน ทุกคนต้องโหลดแอปพลิเคชันติดตามตัว เช่น AOT หรือ DD CARE เพื่อสามารถติดตามตัวได้ มีการแจ้งเส้นทางที่จะเดินทางอย่างชัดเจน โดยประเทศที่จะเข้ามาเบื้องต้น ได้แก่ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย บางเมืองของจีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน เพราะประเทศเหล่านี้มีความเสี่ยงต่ำ แต่ต้องจำกัดจำนวนคนเข้ามา ซึ่งต้องพิจารณาอีกครั้งสถานการณ์โควิดนอกยังน่ากลัวอีกด้าน ที่สวนลอยฟ้า เจ้าพระยา เขตพระนคร กทม. เวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ไปเป็นประธานเปิดสวนลอยฟ้าและกล่าวถึงสถานการณ์และการแก้ปัญหาโควิด-19 ว่า ทุกคนทราบดีว่าวันนี้เกิดสถานการณ์อะไร ในบ้านเมืองของเรามีคนลำบากเดือดร้อน ตนก็เดือดร้อนไม่น้อยกว่าทุกคน ร้อนใจว่าจะแก้ไขอย่างไร วันนี้สถานการณ์ดีขึ้น โดยรัฐบาลจะผ่อนผันต่อไปเรื่อยๆ แต่ระมัดระวังการแพร่ระบาดรอบสอง จะเป็นปัญหามากกว่าเดิม เพราะจะไปเร็วกว่าเดิม วันนี้ประเทศไทยยังเป็นเป้าหมายหลักในการท่องเที่ยว แต่เมื่อมีโควิดก็ต้องระมัดระวังคนของเรา หากเปิดเลยทีเดียวไม่ได้ ต้องกราบเรียนด้วยใจจริง ตนโกหกไม่ได้ เพราะสถานการณ์ภายนอกยังน่ากลัว ขณะที่ในประเทศควบคุมได้ในระดับน่าพอใจ ลูกหลานเราไม่เจ็บป่วยล้มตายมากเหมือนต่างประเทศ เราต้องไม่ไปถึงจุดนั้นด้วยความร่วมมือร่วมใจของพวกเรา ตามแนวทางรัฐบาลแบบ New Normal ไทย–สวีเดนร่วมฟื้นฟู ศก.หลังโควิดก่อนหน้านี้ ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายสตัฟฟาน แฮร์สเตริม เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดนประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ในโอกาสพ้นจากหน้าที่ นายกฯกล่าวว่า เมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ไทยและสวีเดนจะกระชับความร่วมมือระหว่างกันทั้งการลงทุน การท่องเที่ยว สาธารณสุข ไทยพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การ บริหารสถานการณ์โควิด-19 และร่วมมือวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย เชิญชวนให้ภาคเอกชนสวีเดนขยายการลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ขณะที่เอกอัครราชทูตสวีเดน ชื่นชมความสำเร็จของไทยที่ควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้เป็นอย่างดียังกลับไทยหลายระลอกที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีคนไทยที่ตกค้างจากโควิด-19 อยู่ที่ซูดาน ทยอยกลับไทยรวม 200 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา เดินทางจากกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ด้วยสายการบินอียิปต์แอร์ เที่ยวบินที่ MS3212 พบมีไข้ 15 คน นำตัวส่งโรงพยาบาล ต่อมาเวลา 12.48 น. สายการบินเอติฮัดแอร์เวย์ เที่ยวบินที่ EY406 นำคนไทยจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 151 คน และนักธุรกิจญี่ปุ่น 1 คน รวม 152 คน กลับไทยพบมีไข้ 1 คน เวลา 14.57 น. เป็นคนไทยจากกรุงนิวเดลีและเมืองใกล้เคียง ประเทศอินเดีย 8 คนกับนักการทูตชาวอินเดีย 2 คน เดินทางมากับสายการบินแอร์อินเดีย เที่ยวบินที่ AI334 ส่วนที่ท่าอากาศยานดอนเมือง มีคนไทยในอินโดนีเซียที่ตกค้างเพราะโควิด-19 กลับมา 179 คน ด้วยสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ เที่ยวบินที่ SL117“บิ๊กแจ๊ด” ให้พ่นยาฆ่าเชื้อโควิดที่ ร.ร.ที่ ร.ร.สามัคคีราษฎร์บำรุง ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง “บิ๊กแจ๊ด” อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ปทุมธานี มอบหมายให้ ร.ต.อ.ดร.ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง พร้อมทีมงาน “คนรักปทุม” ลงพื้นที่นำเครื่องฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อละอองฝอยไฟฟ้า (แบบภายในอาคาร) และรถแคปซูลพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ (แบบภายนอกอาคาร) ทั่วทั้งโรงเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 พร้อมแจกแอลกอฮอล์ล้างมือ ก่อนที่จะเปิดภาคเรียนในวันที่ 1 ก.ค.นี้ติดเชื้อทั่วโลก 9.4 ล้าน-ตาย 4.8 แสนสำนักข่าวต่างประเทศรายงาน สถานการณ์ทั่วโลกของโควิด-19 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ว่า มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกพุ่งขึ้นเกือบถึง 9.4 ล้านราย เสียชีวิตกว่า 4.8 แสนราย รักษาหายแล้วกว่า 5 ล้านราย โดยสหรัฐอเมริกายังมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุด ส่วนประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากอันดับ 2-5 คือบราซิล รัสเซีย อินเดีย อังกฤษมะกันติดเชื้อเพิ่มสูงสุดใน 2 เดือนที่สหรัฐฯ ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งใกล้ถึง 2.5 ล้านราย หลังจากเมื่อ 23 มิ.ย.วันเดียว พบผู้ติดเชื้อเพิ่มถึง 34,700 ราย สูงที่สุดในรอบ 2 เดือน รวมทั้งที่รัฐเท็กซัส มีผู้ติดเชื้อเพิ่มทำลายสถิติกว่า 5 พันราย ทำให้การแพร่ระบาดในสหรัฐฯกลับมาอยู่ในระดับสูงสุดอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังพบมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเกือบ 800 รายรวมเป็น 123,476 ราย หลายรัฐยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ส่วนใหญ่ รัฐนิวยอร์กอนุญาตให้เปิดธุรกิจที่ไม่จำเป็น แม้กว่า 20 รัฐ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางและตะวันตกยอดผู้ติดเชื้อยังพุ่ง ขณะที่ ดร.แอนโธนี ฟอซี ผอ.สถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐฯ แถลงเตือนในสภาคองเกรสว่าสหรัฐฯกำลังเผชิญความท้าทายครั้งประวัติศาสตร์ ใน 2 สัปดาห์ข้างหน้าจะเป็นช่วงวิกฤติในการต่อสู้โควิด-19 ที่จะพุ่งขึ้นอีกในหลายรัฐ ควรเตรียมต่อสู้กับโควิด-19 อย่างยาวนาน ด้านสมาคมนักข่าวประจำทำเนียบขาวประกาศยกเลิกงานเลี้ยงอาหารค่ำประจำปีในวันที่ 29 ส.ค.แล้วละติน-แคริบเบียนดับทะลุ 1 แสนในภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียน ยอดผู้เสียชีวิตรวมทะลุ 1 แสนรายเป็นครั้งแรก โดยกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในบราซิล ซึ่งมีผู้ติดเชื้อมากอันดับ 2 ของโลกกว่า 1.15 ล้านราย และภายใน 24 ชม.บราซิลพบผู้ติดเชื้อเพิ่มเกือบ 40,000 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 1,374 ราย รวมเป็นเกือบ 53,000 ราย ตามด้วยเม็กซิโก ซึ่งพบผู้ติดเชื้อเพิ่มถึง 6,288 ราย รวมเป็นเกือบ 2 แสนราย เสียชีวิตเพิ่ม 793 ราย รวมเป็น 23,377 ราย ส่วนเปรู ชิลี กัวเตมาลา ยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตพุ่งขึ้นรวดเร็วเช่นกัน ขณะที่โคลอมเบีย มีผู้ติดเชื้อกว่า 73,500 ราย เสียชีวิตกว่า 2,400 ราย สั่งขยายเวลาล็อกดาวน์จนถึง 15 ก.ค. ศาลสั่งผู้นำบราซิลสวมหน้ากากนายเรนาโต บอเรลลี ผู้พิพากษาศาลกลางของบราซิล มีคำสั่งให้ประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารู ต้องสวมหน้ากากในที่สาธารณะ หลังเขาท้าทายมาตรการล็อกดาวน์และเว้นระยะห่างทางสังคมมาโดยตลอด และไปร่วมการชุมนุมทางการเมืองหลายครั้งโดยไม่สวมหน้ากากอนามัย อีกทั้งสวมกอดผู้คน โดยถ้าโบลโซนารูฝ่าฝืนคำสั่งศาล จะถูกปรับวันละ 2,000 เรอัลบราซิล (ประมาณ 11,610 บาท)ให้ออกซิเจนผู้นำฮอนดูรัสแพทย์ทหารฮอนดูรัสเผยว่า จำเป็นต้องให้ออกซิเจนประธานาธิบดีฮวน ออร์ลันโด เฮอร์นานเดซ หลังติดเชื้อโควิด-19 ต้องเข้าโรงพยาบาลทหารในกรุงเตกูซิกัลปา สถานการณ์ยังเปราะบาง ยังมีไข้และมีปัญหาในระบบหายใจ ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลต่อไป ทั้งนี้ นายเฮอร์นานเดซประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าตนและภริยารวมทั้งคนสนิท 2 คนติดเชื้อโควิด-19 แต่อาการไม่รุนแรงและยังทำงานจากที่บ้าน แต่ต่อมาอาการกลับแย่ลง โตเกียวติดเชื้อใหม่สูงสุดนางยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าการกรุงโตเกียว แถลงว่า พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในกรุงโตเกียวถึง 55 ราย เมื่อ 23 มิ.ย. สูงสุดในรอบ 1 เดือนครึ่งหลังพบผู้ติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนในสำนักงานแห่งหนึ่งทำให้ยอดผู้ติดเชื้อในโตเกียวพุ่งขึ้นเป็นกว่า 5,800 ราย เสียชีวิต 323 ราย ส่วนยอดผู้ติดเชื้อทั่วญี่ปุ่นสูงกว่า 18,000 ราย เสียชีวิต 965 ราย และที่เกาหลีใต้ พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 51 ราย รวมยอดติดเชื้อสะสม 12,535 ราย มีผู้เสียชีวิต 281 ราย ขณะที่จีน ต้นตอการระบาด พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเพียง 12 ราย ลดลงจาก 1 วันก่อนที่ 22 ราย โดย 7 รายอยู่ในกรุงปักกิ่ง ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อทั่วประเทศอยู่ที่ 83,430 ราย เสียชีวิต 4,634 รายอินเดียติดเชื้อเพิ่มทุบสถิติอินเดียพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เมื่อ 23 มิ.ย. กว่า 16,000 ราย นับเป็นการติดเชื้อเพิ่มรายวันสูงที่สุดนับตั้งแต่เชื้อโควิด-19 เริ่มระบาด ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อรวมทั่วประเทศถึง 457,621 ราย สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14,500 ราย โดยกรุงนิวเดลีซึ่งมีประชากรแออัดกว่า 20 ล้านคน พบผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มสูงสุดเช่นกันกว่า 3,900 ราย ทำให้รัฐบาลสั่งระดมทหารเข้ามาช่วยจัดการศูนย์รักษาผู้ป่วยหลายแห่งในกรุงนิวเดลี ซึ่งมีการเพิ่มเตียงคนไข้อีกหลายพันเตียง จากที่มีอยู่ประมาณ 13,400 เตียง