ไม่ว่าคุณจะเรียกมันว่าอะไร แต่สำหรับผม ตู้ปันสุข ที่ผู้คนกำลังตื่นเต้นอยู่ตอนนี้ มันคือ ตู้วิเศษ ในความคิดของผม เพราะการมีตู้ที่ว่านี้ในประเทศไทย ไม่ได้มีความหมายแค่การหยิบหรือใส่ของจากตู้ แต่ตู้ใบนี้ ได้เปลือยนิสัย ความคิดพฤติกรรมของคนไทยให้ได้เห็นแบบถ่องแท้มีคำ 2 คำ ที่ผมคิดว่า คนไทยต้องเรียนรู้จากตู้ใบนี้...อย่างแรก...การจัดการ ถ้ามีการจัดการที่ดี ผมเชื่อว่า ตู้ปันสุข จะปันสุขให้ทุกคนได้จริงๆไม่ว่าจะเป็นการจัดการสิ่งของที่นำมาใส่ในตู้ หรือวิธีการที่จะปันสิ่งของให้ผู้คน...ตู้วิเศษใบแรกถูกติดตั้งที่โบสถ์ กู้ด เชพเพิร์ด ลูเธอร์รัน ในเมืองเฟธวิลล์ เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2016 โดย เจสสิกา แมคคลาด นำไอเดียจากตู้อ่านหนังสือฟรี มาเปลี่ยนเป็น Little Free Pantry หลังจากเห็นว่า มีผู้คนมากกว่า 2 ล้านคนในลอสแอนเจลิสที่ประสบปัญหาความไม่มั่นคงด้านอาหารและปัญหากำลังแย่ลงเรื่อยๆ ของที่นำมาใส่ตู้ถูกจัดการให้ตอบโจทย์ความขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็น นมแพะ, ข้าวอินสแตนต์, ซุปเหลวสำเร็จรูป, ข้าวโอ๊ต, ซีเรียล, เนย, ถั่วลิสง ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย เช่น ผ้าอ้อม, ผ้าอนามัย ที่ถือเป็นความจำเป็นพื้นฐานแนวคิดของเจสสิกาได้รับการขานรับอย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 2 อาทิตย์ ตู้ที่ว่านี้เกิดขึ้นมากกว่า 7,000 ตู้ ในอเมริกา รวมถึงแคนาดา และนิวซีแลนด์ในตู้มีแต่ของจำเป็น ย้ำว่า จำเป็น สำหรับคนที่ขาดแคลน ใครขาดอะไรก็หยิบของที่ตัวเองขาดไป ไม่มีการกักตุน หรือหยิบไปโดยที่ไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงสำหรับคนที่ต้องการจะตั้งตู้ จะต้องเข้าไปลงทะเบียนในเว็บไซต์และระบบจะจัดการ รายงานผลบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการถึงจำนวนตู้ที่เพิ่มขึ้น และความเคลื่อนไหวของการ ให้ และ รับ จากตู้ใบนี้ ไม่ใช่ตั้งตู้สะเปะสะปะอีกคำที่ผมว่าคนไทยต้องเรียนรู้ คือ คำว่า...พอดีให้แต่พอดี...และ รับแต่พอดี ก็จะไม่มีปัญหา ย้อนกลับไปอ่านข้างบนนะครับ ของที่นำไปใส่ตู้ เพื่อทำให้คนหิวได้อิ่มอย่างมีคุณภาพ คนที่มาหยิบของจากตู้ ก็เลือกเอาของเฉพาะที่ตัวเองต้องการผมเข้าใจครับ ทำดีมันยาก และต้องขอบคุณคนที่ริเริ่มเรื่องนี้ในเมืองไทย แต่อย่างที่บอกครับ ความหวังดีที่ไม่มีระบบการจัดการที่ดี ก็ส่งผลร้ายได้สำคัญคือ ผมว่า คนไทยต้องมีจิตสำนึกเรื่องความ...พอดีมากกว่านี้ บ้านเมืองเราถึงจะไปรอดครับ...!!Aroon