หลังจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้ตีพิมพ์บทบรรณาธิการ เรื่อง “เพื่อการทูตหรือการใด?” ฉบับประจำวันที่ 12 พฤษภาคม มีหนังสือโต้แย้งจากพณฯ ลี วุก-ฮ็อน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย มีใจความโดยย่อดังต่อไปนี้ข้อแรก การปลดออกจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ไม่ได้หมายถึงการอนุญาตให้ประชาชนนั้นเข้าประเทศ การห้ามเดินทางเข้าประเทศนั้นเป็นไปตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับประเทศกลุ่มเสี่ยงตาม พ.ร.บ. ควบคุมโรคติดต่อ และไม่มีเที่ยวบินลงจอดในประเทศไทยตามประกาศสถาบันการบินพลเรือน การปลดประเทศสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ออกจากประเทศกลุ่มเสี่ยง จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกันข้อสอง การควบคุมโรคของเกาหลีถูกพิสูจน์ด้วยตัวชี้วัดเชิงวัตถุวิสัยแล้ว ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ สาธารณรัฐเกาหลีตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย มีผู้ติดเชื้อยืนยันรายใหม่ถึง 909 คนต่อวัน...ณ วันที่ 6 มีนาคม ที่ประเทศไทยได้กำหนดประเทศกลุ่มเสี่ยงสาธารณรัฐ เกาหลีมียอดผู้ติดเชื้อสะสมเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ปัจจุบัน ณ วันที่ 13 พฤษภาคม สาธารณรัฐเกาหลีมียอดผู้ติดเชื้อสะสมเป็นอันดับ 40 ของโลกสะท้อนถึงแนวโน้มที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด...เป็นความจริงที่สาธารณรัฐ เกาหลีพบการแพร่ระบาดในสถานบันเทิง แต่องค์การอนามัยโลกได้ประเมินไว้ ณ วันที่ 11 พฤษภาคมว่า สาธารณรัฐเกาหลีมีระบบที่สามารถรับมือกับการแพร่ระบาดได้ข้อสาม สมควรแล้วที่จะปรับเปลี่ยนประเทศกลุ่มเสี่ยง โดยสะท้อนสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ณ ปัจจุบันมีประเทศกลุ่มเสี่ยง 9 ประเทศ รวมถึงสาธารณรัฐเกาหลี ผมคิดว่าท่านหัวหน้ากองบรรณาธิการเองก็น่าจะทราบดีว่า สถานการณ์ ณ วันที่กำหนด สาธารณรัฐ เกาหลีเป็นประเทศกลุ่มเสี่ยง (6 มีนาคม) กับ ณ ปัจจุบัน แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงข้อสี่ การกำหนดประเทศกลุ่มเสี่ยงเป็นอำนาจของรัฐบาลไทย ซึ่งมิได้มีการตกลงร่วมกันระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเกาหลีแต่อย่างใด ในการรับมือกับโควิด-19 สาธารณรัฐเกาหลีได้ยึดถือในความโปร่งใส และยุ่งเกี่ยวในเรื่องการเคลื่อนที่ระหว่างประเทศให้น้อยที่สุดมาตั้งแต่ต้น และในปัจจุบันคนไทยที่มีวีซ่าสามารถเข้าประเทศสาธารณรัฐเกาหลีได้เช่นเดิม...เกาหลีไม่ได้ตกลงกับรัฐบาลไทยเพื่อถูกปลดจากประเทศ กลุ่มเสี่ยง...ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ผมหวังเพียงให้คนไทยได้อ่านข่าวเกี่ยวกับสาธารณรัฐเกาหลี ที่มีพื้นฐานอยู่บนความจริง.