การรณรงค์เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตยังเดินหน้าต่อไป หลังจากที่นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ประกาศผ่าน “ไทยรัฐ” ว่า “อย่าฉวยวิกฤติโกงชาติ” แล้ว องค์กรได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนรัฐบาลกรณีที่เตรียมงบ ประมาณ 1.97 ล้านล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 อย่างทันท่วงทีแถลงการณ์ขององค์กรต่อต้านการคอร์รัปชันภาคเอกชน ระบุว่า งบประมาณมหาศาล ทั้งจากงบประมาณแผ่นดินและการกู้ ล้วนเป็นเงินภาษีหรือภาระหนี้สินที่ต้องจ่ายคืนด้วยภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ จึงต้องใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ขอให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายอย่างโปร่งใส ถ้ามีการทุจริตต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาดรุนแรงการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในปัจจุบัน อำนาจสูงสุดอยู่ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ และมีคณะกรรมการที่ปรึกษา ศบค.โดยมีเลขาธิการสภาพัฒน์เป็นประธาน กรรมการส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ และมีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานเป็นการบริหารประเทศของข้าราชการและโดยข้าราชการนายกรัฐมนตรีก็มีพื้นฐานเป็นข้าราชการ ส่วนนักการเมืองไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี หรือเป็น ส.ส.ถูกลดบทบาทอย่างน้อยชั่วคราว แต่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันภาคเอกชนยังมุ่งมั่นทำหน้าที่ องค์กรนี้เคยมีบทบาทสำคัญร่วมกับภาครัฐ ในการต่อต้านคอร์รัปชันเมื่อหลายปีก่อนเมื่อตอนที่รัฐบาลปัจจุบันเข้ารับหน้าที่ใหม่ๆ เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันออกมาเตือนสังคมผ่านสื่อมวลชนว่า มีการวิ่งเต้นเจรจาซื้อขายตำแหน่งระดับสูง ในบางกระทรวงทบวงกรม แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลไม่ได้สนใจเรื่องราวจึงเงียบหายไปแสดงว่ายังมีความพยายามที่จะทำการทุจริต ในวงการเมืองและข้าราชการ โดยไม่กลัวกฎหมายทั้งๆที่กฎหมายกำหนดโทษไว้รุนแรงมาก เช่น ป.อาญามาตรา 149 ระบุว่า เจ้าพนักงานหรือสมาชิกสภานิติบัญญัติ ที่เรียกรับสินบน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต แต่ผู้ที่มีอำนาจอาจไม่เกรงกลัว กฎหมาย เพราะถ้ามีอำนาจเสียอย่าง แม้จะทำผิดร้ายแรงแค่ไหน ก็ไม่มีใครเอาผิดปล่อยให้ลอยนวลน่ากังวลว่าขณะนี้อยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่มีมาตรา 17 ระบุว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ “ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย” หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุ หรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น แต่ถ้าเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตจะต้องรับโทษหรือไม่.