ตอนท่านอาจารย์พุทธทาสเริ่มใช้ชีวิตพระป่า แปลกแตกต่างจากพระในวัดทั่วไปในละแวก...อยู่ในสวนโมกข์เก่า ตำบลพุมเรียง เด็กๆในหมู่บ้านชาวมุสลิมใกล้ๆตะโกนไล่หลังท่านว่า “พระบ้า”ในหนังสือ “เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา” พระประชา ปสันธัมโม ถาม...ท่านก็เล่าว่า อยู่ในวัดเก่าร้าง รกครึ้มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ท่านจึงได้เรียนรู้ และทำความรู้จักกับสัตว์หลายๆอย่างอย่าง “แย้” ท่านเล่นกับมันจนคุ้นเคยกันดี ถึงขนาดเรียกมาจับได้ในมือ“เอาแขนงไม้อ่อนๆ ไม้อะไรก็ได้ เลือกที่มันมีใบอ่อน รูดออกให้เหลือที่ปลายสักใบสองใบ แล้วก็หมุนกลิ้งคลึงกับดิน มันก็วิ่งเข้าหาจนถึงมือจนจับมันได้”“มันโง่นะ” ท่านหัวเราะสุ้มเสียงปรี่ความเมตตา แย้ชอบกินลูกต้นกระดูกไก่ (มะลิป่า) พอถึงฤดูลูกกระดูกไก่สุกดำ ท่านก็จะไป เห็นแย้พยายามปีนขึ้นต้นไปกิน แต่ปีนไม่ถึง “เราก็ปลิดโยนให้ โยนให้” ท่านเล่าถึงตอนนี้ คนฟังจึงรู้ว่า แท้จริงแย้ไม่ได้โง่ แต่แย้รู้จักความเมตตา จนคุ้นเคยถึงขั้นยอมให้จับได้ด้วยมือ พอท่านโยนลูกกระดูกไก่ไปทางโน้นที ทางนี้ที ไม่ช้าแย้ก็มารอบทิศทาง รอบตัว ท่านโยนลงหลังเท้า แย้ก็วิ่งเข้ามากิน ท่านเล่าเองว่า นี่คือวิธีเรียกแย้โดยไม่ต้องใช้คาถาขนาดไม่ใช้คาถา ระยะหลังๆไม่มีกระดูกไก่ในมือ มือเปล่าทำท่าจะขว้าง แย้ก็มา มากันมากๆ อาจารย์เพิ่งรู้ว่ามันมาคนละถิ่น ตัวผู้ที่ไม่คุ้นหน้าก็กัดกันแย้ตัวผู้ชาวบ้านเรียกแย้กระดาน แย้ตัวเมียเรียกแย้ข้าว ไม่มีฤทธิ์เดช “ตัวผู้หัวโจกมีอยู่ราวสามสี่ตัว สีสดสวย มันยกสองขาหน้า กระโจนเข้าใส่กัน โครงข้างคอจะกางออก ท่าทางสวยเหมือนกางใบสู้กันจนกว่าจะแพ้ไปสักข้าง “แย้สู้กันถ้าถ่ายวิดีโอไว้ จะน่าดูมาก” ท่านอาจารย์ว่าเล่นกับแย้แล้ว ท่านเคยเล่นกับลูกตะกวดมันอยู่ในโพรงเสาโบสถ์เก่า พอท่านเดินผ่านออกมันจะโผล่หัว พอท่านเดินเข้ามามันก็ผลุบเข้าโพรง ต่อมามันคงขี้เกียจมันก็ไม่ผลุบ พอท่านเอามือแตะหัว มันก็หลับตายอมให้ลูบหัว แสดงว่ามันพร้อมจะเป็นมิตรทั้งเรื่องการเล่นกับแย้เป็นมิตรกับตะกวด ที่ดูเป็นเรื่องแปลก มาถึงเรื่องที่ควรเรียกปาฏิหาริย์ ท่านอาจารย์พุทธทาส เคยเลี้ยงอีกาทั้งฝูง พระประชาถามว่า “อาจารย์ทำยังไง อีกาถึงมาอยู่ด้วยได้”“อ้าว” ท่านอาจารย์ตอบ “เราก็ให้มันกินอาหารที่เหลือ โยนอะไรให้มันกินมากๆเข้า ตอนหลังมันเข้ามากินถึงบาตรขณะที่เรายังฉัน”เรื่องที่อาจารย์เล่า พอท่านกลับจากบิณฑบาต ถึงหน้าประตูวัด อีกาที่ท่านเคยตั้งใจนับมีรวมกัน 49 ตัว ก็จะบินมาดักรอที่หน้าประตู ขณะท่านเดินไปที่นั่งฉัน 20-30 ตัว จะบินคุ้มกันเหมือนมุงหลังคา ท่านควักข้าวจากในบาตรโยนให้ อีกาบินมาแย่งจิกกินกลางอากาศเห็นเป็นเส้นตรงเรื่องเหล่านี้ดูจะเป็นเรื่องดีของอีกา แต่เรื่องไม่ดีมีมากกว่า ท่านเล่าว่า ปกติมันขี้รดหัวท่านบ่อยๆ อะไรที่มันสงสัย เช่น ซองเทียนไข หนังสือ มันคาบไปฉีกๆกัดกินบนปลายยอดยางก็ยังพอทนไหว แต่เมื่อถึงขั้นมันขี้รดถังน้ำ ที่ท่านรองจากหลังคาโบสถ์เอาไว้ใช้ น้ำก็ใช้ไม่ได้ ท่านก็ทนไม่ไหว “หยุดให้กิน บางครั้งก็ขว้างเอาเลย” นิสัยมันอย่างนี้ ชาวบ้านเขาจึงไม่คบ ท่านว่าบทเรียนเรื่องเลี้ยงอีกาตามที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเล่า พอสรุปได้ คาถาเรียกอีกาคือให้มันกิน คาถาไล่อีกา ก็แค่เลิกให้มันกิน เมื่อไม่มีอะไรให้มันกิน อีกาก็หายไปแต่ประโยชน์จากการเลี้ยงอีกาก็มี นี่คือการเรียนรู้ของพระที่ปลีกวิเวกในป่า เป็นบันไดพื้นฐาน ก่อนจะถึงบันไดขั้นสูงต่อไป เล่นขั้น ตถตา มันเป็นเช่นนั้น ขั้นทำใจให้ว่าง ปล่อยวาง หรือขั้น ตัวกู ไม่ใช่ของกู.กิเลน ประลองเชิง