“ทางสายกลาง” หรือ “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือ“ทางสายปัญญา”...เป็นทางแห่งความเป็นเหตุเป็นผลล้วนๆ ไม่แบ่งข้าง แบ่งขั้ว ไม่มีสภาวะสุดโต่ง...ยามสงครามคนในชาติ ไม่ทะเลาะกัน แต่รวมตัวเอาชนะศัตรูจะเป็นทางออกวิกฤติใหญ่ประเทศไทย 2563ย้ำว่า...ต้องพลิกมาใช้ทางสายกลางทางการเมือง...โดยไม่แบ่งข้าง แบ่งขั้ว นั่นคือใช้ “ปัญญา” หรือ “ความเป็นเหตุเป็นผล” ล้วนๆ ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เปิดมุมมองในประเด็น “เมื่อวิกฤติสุด วิธีได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่...ที่มีฐานการยอมรับกว้าง และสมรรถนะทางปัญญาสูง”...วิธีได้มาซึ่ง “นายกรัฐมนตรี” ด้วยวิถีทางสายกลางทางการเมือง มีว่า...สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยวิจารณญาณที่ดีที่สุดของสมาชิกแต่ละท่านอย่างอิสระ ปราศจากอาณัติของการแบ่งข้างแบ่งขั้วใดๆ โดยรับฟังเสียงที่บริสุทธิ์และเชื่อถือได้ทางสังคมโดยคำนึงถึง ผู้ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการเป็นผู้มีจิตสำนึกสาธารณะความสุจริตมีสติปัญญาสูงรับฟังผู้อื่นและสามารถสื่อสารสาธารณะอย่างมีสาระและสุนทรียะ การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีให้ทำเป็นการลับหลายๆรอบจนได้มติเป็นเอกฉันท์...แบบสภาพระคาร์ดินัลเลือกพระสันตะปาปา ที่วิหารซิสทีนวังวาติกัน ที่บางครั้งใช้เวลาหลายวันกว่าจะบรรลุความเป็นเอกฉันท์“ประชาธิปไตยแบบเอกฉันท์ก็ใช้ในทางพุทธไม่ใช่มีแต่ประชาธิปไตยเสียงข้างมาก ซึ่งแม้ภายหลังลงมติก็ยังแตกแยกกันต่อไปวิถีทางปัญญาสู่ประชาธิปไตยเอกฉันท์ได้”นายกรัฐมนตรีที่ได้จากการลงมติของ ส.ส. ทั้งสภาอย่างเป็นเอกฉันท์ เป็นผู้ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย เหนือการแบ่งแยกทุกชนิด จึงอยู่ในฐานะรวมคนในชาติ และมีอิสระในการสรรหาคนเก่ง คนดี มีสมรรถนะ ทางปัญญาสูง มาร่วมกันบริหารประเทศพาประเทศออกจากสภาวะวิกฤติได้ ประเด็นเน้นย้ำ...วิถีทางสายกลางทางการเมืองจะพลิกสถานการณ์จากร้ายกลายเป็นดีได้ในทุกด้านอย่างรวดเร็ว ประเวศ มองว่า อารยธรรมใดๆเกิดจากวิธีคิดเป็นพื้นฐานวิธีคิดที่ผิดในที่สุดจะพาอารยธรรมนั้นไปสู่สภาวะวิกฤติ อารยธรรมตะวันตกที่ดูเสมือนดีเมื่อตั้งต้น บัดนี้กำลังวิกฤติมากขึ้นเรื่อยๆเพราะ...ทำโลกเสียสมดุลในทุกมิติ วิธีคิดเบื้องหลังอารยธรรมตะวันตกคือ การคิดแบบแยกส่วนแบ่งข้างแบ่งขั้วพระพุทธองค์ทรงค้นพบกฎความจริงของธรรมชาติคือกระแสของความเป็นเหตุเป็นผลล้วนๆ ไม่ตายตัว ไม่แยกส่วน ไม่สุดโต่ง จึงมีชื่อเรียกว่า “ทางสายกลาง” หรือมัชฌิมาปฏิปทา คือ...การดำเนินบนเส้นทางสายปัญญา ประกอบด้วย ความเป็นเหตุเป็นผลล้วนโดยไม่แบ่งข้างเป็นขั้วเมื่อนำวิธีคิดแบบทางสายกลางมาใช้กับทางการเมืองนอกจากจะทำให้ได้รัฐบาลที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้าง เหนือการแบ่งแยกเป็นข้างเป็นขั้ว และอยู่ในฐานะจะมีสมรรถนะทางปัญญาสูง ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังนำไปสู่ BBD (Broad-Based Democracy)หรือ...“ประชาธิปไตย” ที่มีฐานกว้างอันจะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนา นโยบายสาธารณะอันเป็นกระบวนการที่ทรงพลังยิ่งในการพาประเทศไทยออกจากสภาวะวิกฤตินอกจากนั้นเมื่อคนไทยทั้งชาติร่วมใจกันก้าวข้ามการแบ่งแยกทุกประเภท ด้วยวิธีคิดทางสายกลางคนทั้งประเทศจะสามารถร่วมกัน ทำสงครามเบ็ดเสร็จเอาชนะความยากจน และการขาดความเป็นธรรม เครื่องมือที่ใช้ในการขับเคลื่อนประเทศด้วยแนวทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา พัฒนาประเทศไทยคือ “การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning to action) ในสถานการณ์จริง” ซึ่งเป็นกระบวนการทางปัญญาที่ทรงพลังยิ่ง ไม่ใช่วิธีการใช้อำนาจ แบบเดิมๆซึ่งไม่ได้ผลแล้วการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ในทุกมิติ ตั้งแต่ จิตสำนึก ความรู้สึกนึกคิด และสัมพันธภาพ ตลอดจนการจัดองค์กร...จนเรียกว่าเกิดอารยธรรมใหม่แห่งการอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี สันติ สมดุล หรือประเทศไทยยุคศรีอาริยะ ทั้งนี้ ด้วยแนวทางมัชฌิมาปฏิปทาพัฒนาประเทศไทยบนกฎทางสายกลางตามธรรมชาติที่ค้นพบโดยพระพุทธองค์ถึงตรงนี้แล้ว...การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ...กระบวนการนี้จะนำไปสู่ ปัญญาร่วม (Collective wisdom) ที่ ทำให้เรื่องยากๆสำเร็จได้ เฉกเช่น การสร้างประชาธิปไตยฐานกว้าง จะเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริงของคนไทยที่ใหญ่ที่สุดอันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) หลายประการ เช่น ยิ่งทำยิ่งรักกันมากขึ้น ยิ่งเชื่อถือไว้วางใจกันมากขึ้นเพราะความเสมอภาค ภราดรภาพ ที่เกิดในกระบวนการ, เกิด พลังจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมเพราะนโยบายสาธารณะที่ดียังประโยชน์สุขให้แก่คนทั้งหมดเกิดพลังทางสังคมเพราะการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ, เกิดพลังทางปัญญาเพราะเป็นการใช้ข้อมูลความรู้การวิเคราะห์สังเคราะห์ ทุกคนจะเป็นคนเก่งหมด และเก่งร่วมกันเกิดปัญญาร่วม เกิดนวัตกรรมและอัจฉริยภาพกลุ่ม (Group genius), พลังสร้างสรรค์ทั้งปวงทำให้ฝ่าความยากไปสู่ความสำเร็จ เกิดความปีติสุขร่วมกัน เป็นความสุขที่มีผู้เปรียบเทียบว่าประดุจบรรลุนิพพานเพราะปัญญา ความรัก ความสำเร็จ ทำให้เกิดความสงบเย็น, เกิดการปรับเปลี่ยนองค์กรได้ง่ายเพราะได้ผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน ไว้เนื้อเชื่อใจกันและเห็นพ้องร่วมกันแล้วว่าอะไรดี จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงง่ายผู้รู้ได้เรียงลำดับขั้นตอนสู่ความสำเร็จที่เรียกว่า PPPO เอาไว้ว่า “O”...หมายถึง การปรับองค์กรเอาไว้หลังสุดอย่าเอาขึ้นหน้า ถ้าเอาขึ้นหน้าจะทะเลาะกันมากและติดอยู่ที่นั่น ส่วน P3 ตัวเรียงตามลำดับคือP = Purpose =ความมุ่งมั่นร่วมกัน = สร้างประชาธิปไตยฐานกว้าง...P = Principles = หลักการ = สังคมทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง...P = Participation = การร่วมกันปฏิบัติหรือ เรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ = กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมและ O = Organizational reform = การปฏิรูปองค์กรที่ควรปฏิรูป เมื่อเป็นตัวสุดท้ายก็จะเกิดขึ้นเกือบเป็นอัตโนมัติวิกฤติใหญ่ปี 2563...คนไทยต้องรอด ประเทศไทยต้องเอาอยู่...เป็นโอกาสที่จะพลิกไปสู่เรื่องดีๆ...อาทิ เกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่ซ้ำเติมด้วยโรคระบาดแบบโคโรนาไวรัสก็เป็นโอกาสที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ (New Economy)...ระบบเศรษฐกิจไตรยางศ์ หรือ “เศรษฐกิจ 3” ระบบเข้ามาประกอบกันที่ให้ทั้งภูมิคุ้มกันความเป็นธรรม และความเข้มแข็งพร้อมกัน ...เชื่อมโยงกัน ที่จะทำให้ไม่มีคนไทยต้องฆ่ายกครัวเพราะระบบ เศรษฐกิจที่ทำให้เขาพบความจนตรอกอีกต่อไป.