เป็นเสียอย่างนี้...มันถึงยุ่ง?ก็อะไรล่ะครับ...การสื่อสารระหว่างรัฐถึงประชาชนในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยแก้แล้วแก้อีก มีครั้งแรกจะต้องมีครั้งที่ 2 ตามมาจนทำให้เกิดความสับสน วุ่นวาย แตกตื่นทั้งๆที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นมาเลยล่าสุดผู้ว่าฯ กทม.ได้ลงนามคำสั่งเป็นมาตรการป้องกันในกรุงเทพมหานครทั้งหมด 26 รายการ ที่มีเป้าหมายเพื่อคุมสภาพสถานการณ์ปรากฏว่าก่อนหน้านี้โฆษกรัฐบาลออกมาเปิดเผยว่ายังไม่มีคำสั่งดังกล่าว ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยและผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้ลงนามอีกไม่นานผู้ว่าฯ กทม. ออกมาแถลงด้วยตนเองว่าได้ลงนามคำสั่งว่าด้วยมาตรการต่างๆ จนเป็นเหตุให้เกิดความสับสนฉับพลันจะเชื่อใครดี?เอาแค่ 2 มาตรการที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยทั่วไปนั่นคือการสั่งปิดห้างต่างๆ แต่ไม่ได้ปิด 100%ห้างสรรพสินค้าเว้นแต่ซุปเปอร์มาร์เกต ร้านขายยา หรือสินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ร้านอาหารให้เปิดเฉพาะการจำหน่ายอาหารเพื่อนำกลับไปบริโภคที่อื่นพื้นที่นั่งหรือยืนรับประทานอาหารในร้านสะดวกซื้อตลาดและตลาดนัดเปิดเฉพาะการจำหน่ายอาหารสด อาหารแห้ง อาหารปรุงสำเร็จ เพื่อนำกลับไปบริโภคที่อื่น อาหารสัตว์ ร้านขายยา และสินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเมื่อผู้ว่าฯ กทม.ออกมาแถลงแล้วบางคนก็เชื่อบางคนก็ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ที่ไม่เชื่อเพราะรอคำสั่งจากกระทรวงมหาดไทยที่คิดว่าเป็นฉบับจริงในมาตรการอื่นๆนั้นก็เป็นเรื่องการบังคับให้ปิดเพื่อป้องกัน ซึ่งยังไม่เป็นเรื่องโดยตรงเพราะสามารถจะปฏิบัติตามได้ทันทีแต่เรื่องอาหารการกิน สินค้าจำเป็น เป็นเรื่องที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง ดังนั้น การเตรียมการในแต่ละคนแต่ละครอบครัวเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งคำสั่งที่ออกมานั้นจึงต้องชัดเจนแน่นอนไม่คลาดเคลื่อนคนที่เชื่อในคำสั่งตั้งแต่แรกก็ต้องขวนขวายหาซื้อสินค้าต่างๆที่จำเป็นอย่างเร่งด่วน แต่ที่ไม่เชื่อในตอนแรกมามั่นใจในภายหลังก็ต้องรีบออกไปหาซื้อในร้านค้า ห้างสรรพสินค้าต่างๆจนชุลมุนวุ่นวายไปหมดเมื่อมารวมกันมากๆจนห้างแทบแตกเพราะให้เวลาเพียงแค่ 1 วันเท่านั้นแน่นอนว่าการที่รัฐบาลได้วางระบบงานด้วยการให้บรรดาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศมานั่งสุมหัวเพื่อวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์และออกมาเป็นมาตรการพูดง่ายๆว่าเป็น “ทีมมันสมอง” ที่ถ่ายทอดไปสู่รัฐบาลเพื่อออกมาเป็นมาตรการต่างๆดูเข้าที่เข้าทางเป็นระบบมากขึ้นที่เห็นเป็นปัญหาก็คือการสื่อสารไปสู่ประชาชนนั้นยังเป็นไปคนละทิศคนละทาง ไม่ต่างไปกับรัฐบาลชุดนี้นับแต่บริหารประเทศมาแทนที่จะแก้ไขปรับเปลี่ยนเพื่อใช้คนให้ถูกกับงานก็ยังดันทุรังไม่แก้ไข ไม่เข้าใจถึงจุดอ่อนกับไปโทษสื่อ โทษโซเชียลเสียอย่างนั้นว่าพยายามที่จะเล่นงานรัฐบาลการแก้ไขสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 กำลังเดินมาถึงจุดสำคัญที่จะต้องครบเครื่องให้มากกว่านี้ ทางหนึ่งก็คือต้องสร้างระบบการสื่อสารในการแถลงข่าวด้วยเป็นการบุคคลเฉพาะคนอื่นห้ามพูดคนเก่งๆมีความสามารถต่างก็อยากเข้ามาช่วย ไม่น้อมตัวลงไปเชิญเขาล่ะ!“สายล่อฟ้า”