กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งในสภาและนอกสภา ทั้งจากองค์กรภาคเอกชนและกลุ่มนักวิชาการ ล่าสุดได้แก่คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) ร่วมกับเครือข่ายพีเพิลโก เครือข่ายนิสิตนักศึกษาจากหลายสถาบัน ร่วมกันรณรงค์ใน กทม. และอ่านแถลงการณ์เรื่องหลักเกณฑ์และแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จาก ครช.มีสาระสำคัญให้ตรา พ.ร.บ.การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนว่า ควรจะให้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ และให้ความเห็นประชาชนมีผลผูกพัน ทั้งทางกฎหมายและทางการเมือง ส่วนเนื้อหาสำคัญของรัฐธรรมนูญ ครช. เสนอประเด็นการสร้างสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้เข้มแข็ง และสร้างกลไกการเข้าสู่อำนาจที่ยึดโยงกับประชาชนก่อนหน้านี้มีข้อเสนอจากพรรค การเมืองฝ่ายค้าน และนักวิชาการหลายฝ่าย ให้แก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ บางคนมองว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากเกินไป จนกลายเป็น “ซุปเปอร์องค์กร” ควรจัดตั้งองค์กรใหม่เป็นคณะกรรมการตุลาการรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยผู้มีความรู้หลากหลายสาขาวิชา ไม่ใช่ชี้เป็นชี้ตายยุบพรรครศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตคณบดีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประกาศ ว่า การฝ่าวิกฤติของประเทศไทยมีทางออกทางหนึ่ง คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แก้ไขแค่บางมาตรา แต่ต้องแก้ใหญ่แก้ด้วยพลังอำนาจประชาชน ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาปัจจุบัน แต่ต้องแก้ปัญหาอนาคตและอดีตด้วย และต้องกำหนดเวลาให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคมสอดคล้องกับข้อเสนอ “ถอนฟืนออกจากเตา” นำประเทศออกจากภาวะวิกฤติ ของ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ตั้งคำถามว่าเป็น ไปได้หรือไม่ ที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่แทนฉบับปัจจุบันที่มีปัญหา โดยใช้เวลา 60 วัน ตัวอย่างของปัญหาจากรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เช่น องค์กรอิสระ และการสืบทอดอำนาจส.ว.แต่งตั้งที่มีสิทธิเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี เป็นเวลานาน 5 ปี ส.ว. 250 คน มีสิทธิร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีทุกครั้ง ทั้งยังมีอำนาจยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นักวิชาการบางคนชี้มาตรา 279 ที่รับรองคำสั่งของ คสช. เสมือนมีรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับในเวลาเดียวกัน และเกิดภาวะรัฐคู่ขนานซ่อนตัวอยู่ในองค์กรต่างๆ เช่น ส.ว. เป็นต้นทุกองค์กรที่ออกมาเคลื่อนไหว เสนอตรงกันในหลายประเด็นสำคัญ เช่น จะต้องเป็นการแก้ไขใหญ่ ให้ ส.ส.ร. ซึ่งมาจากเลือกตั้งร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ส่วน ครช. เสนอให้ตรา พ.ร.บ.รับฟังความเห็นประชาชน ควรให้ยกร่างรัฐ-ธรรมนูญใหม่หรือไม่ ต้องตัดสินกันด้วยเสียงประชาชน ไม่ใช่ผู้มีอำนาจ หรือ ส.ว.เพียงไม่กี่คน.