เจ้ากระต่ายตัวที่วิ่งแข่งกับเต่า ในนิทานอีสป นิสัยค่อนไปทางหลงทะนงตัว...แต่เจ้ากระต่ายอีกตัว ในนิทานไทย...ขี้ตกใจ จนรู้จักกันว่า “กระต่ายตื่นตูม”ผมพยายามคิด นิสัยวิตกจริตไปทุกเรื่อง หรือนิสัยกระต่ายตื่นตูม เป็นนิสัยของสาวใกล้ตัวผม ที่วันๆวุ่นอยู่กับเรื่องหาซื้อหน้ากาก หาเจลล้างมือได้ข่าวทางการตั้งซุ้มจำหน่ายที่ไหน เธอก็ขับรถแวะเวียนไป แล้วก็ไม่ทันในห้างบิ๊กซี เมื่อเที่ยงวันอาทิตย์ ไปร้านขายยาทันแต่ก็เจอคิวยาว จนต้องถอดใจเช้าอาทิตย์เดียวกันนั้น ผมมีนัดหมอที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ก็เจอปรากฏการณ์มหัศจรรย์ คนไข้ที่เคยเบียดเสียดบ่าไหล...หายไป ผมเดาเอาเองว่าเกิน 90%คิวพบหมอ...ที่เคยได้สี่ห้าโมงเช้า...ก็กลายเป็นได้สองโมงเช้า ไปห้องจ่ายยา...ก็ไม่ต้องรอ ถูกเรียกเข้าไปจ่ายเงินและรับยาทันทีก่อนหน้านั้น เมื่อค่ำวันศุกร์ ผมดีใจกับการจบหลักสูตรฉายแสง ครั้งที่ 39 (ต่อรองลดหย่อนไม่ได้ หมอว่า) ลืมบัตรประชาชนไว้ ที่ห้องการเงิน...แผนกฉายแสงรักษามะเร็งตึกอับดุลราฮิมเช้าอาทิตย์ ต้องรีบเดินไปเอา ช่องทางที่ผมเคยเดินถูกปิด ใช้เป็นห้องแยกผู้ป่วยโรคหวัดนี่ก็เป็นอีกพัฒนาการของจุฬาฯ...ซึ่งตลอดสามเดือนที่ผมแวะเวียน...ดูจะตั้ง “ขันติ” กับเรื่องไวรัสโควิด-19 ไม่หนาวไม่ร้อน หนักหนาเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย...เทคนิคการแพทย์ ที่ผมอยากเรียกหมอ... พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เจ้าหน้าที่ธุรการ...เกือบไม่มีใครสวมหน้ากากเลยสักคนระหว่างเวลากระชั้น...รอเวลาเรียกเข้าไปฉายแสง กับการคำนวณน้ำปัสสาวะ...ที่จะต้องพอ...ตามคำซักของเจ้าหน้าที่ “ลุงปวดฉี่หรือยัง” มีคนไข้หลายสภาพที่ทั้งนั่งและมาเตียงรถเข็น... นอนรอคนไข้หลายคนเป็นหวัดงอม ไอกระชั้น...ช่วงเดือนมกราฯ ...กุมภาฯ ไม่มีใครใส่หน้ากาก...ปลายกุมภาฯต้นมีนาฯ...นั่นเอง...กระแสหน้ากาก ก็มาเริ่มใส่กันบ้างผมได้ยินเจ้าหน้าที่การเงินบ่นกับเพื่อน เบิกหน้ากากไม่ได้ โรงพยาบาลให้เหตุผล เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน ไม่ได้คลุกกับคนไข้...ก็แอบสะเทือนใจ...ขนาดโรงพยาบาลจุฬาฯ สถาบันการแพทย์แนวหน้า...ยังขาดแคลนหน้ากาก ความจริงข้อนี้ยืนยัน บรรยากาศบ้านเมืองเรา เต็มไปด้วยกระต่าย กระต่ายพันธุ์ตื่นตูมเป็นอันว่า...กลัวกันทั้งบ้านทั้งเมือง ไม่แค่สาวใกล้ตัวผมคนเดียวแต่ความกลัวถึงขนาด...เดินขบวนต่อต้าน ไม่ให้รัฐบาลไปตั้งศูนย์ดูแลคนในข่าย...สงสัย 14 วัน...ผมว่า “เกินไป”เจ้าไวรัสตัวร้าย...มันไม่ได้มีปีกบินไปไกลๆกัดคนที่ไหน ก็ได้ มันอยู่ในที่ของมัน แพร่ไปได้กับคนที่สัมผัสสารคัดหลั่ง พูดง่ายๆแค่เดินผ่านกัน มันก็ทำอะไรเราไม่ได้ตัดอารมณ์กระต่ายตื่นตูมออก ตั้งสติพิจารณา เจ้าไวรัสตัวนี้แพร่ได้เร็วก็จริง ดุกินทะลุปอดก็จริง...แต่ก็รักษาหาย เมืองไทยเราคนป่วยไม่กี่คน คนตายคนเดียว ขอชมหมอท่านเก่งจริงเมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ และ “ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป” มีธุระอะไรก็ทำ...เข้าที่ชุมชนก็ใส่หน้ากาก ป้องกันทั้งไม่ให้ติดไวรัสจากคนอื่น ทั้งป้องกันหวัดตัวเองไปแพร่ให้คนอื่นเจ้าโรคระบาด ไม่มีใครกล้าปฏิเสธไม่แรงไม่ร้าย...สู้ได้แค่ไหนก็สู้แต่ถ้าปล่อยให้เจ้าโรคสติแตกแบบกระต่ายตื่นตูมระบาด ผมว่า...เป็นค่าใช้จ่ายที่แพงไป โดยไม่จำเป็น.กิเลน ประลองเชิง