ความเจริญก้าวหน้าในโลกเราทุกวันนี้ หลายๆ ประเทศหรือหลายแห่งที่หากมองย้อนกลับไปก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวคิดการปฏิรูปที่เรียกว่า “โมเดอร์ไนเซชั่น” (Modernization) มีส่วนอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนปรับปรุงทั้งความรู้ ทั้งด้านสาธารณูปโภคให้ทันสมัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันนี้เราจึงเห็นความก้าวล้ำในวิทยาการและเทคโนโลยีอย่างมากมาย โดยเฉพาะประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในแถวหน้าด้านเทคโนโลยีทันสมัยของโลกอย่าง “ญี่ปุ่น”แต่กว่าที่ญี่ปุ่นจะก้าวมาสู่จุดนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย จากจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์อย่างการถูกแสวงหาประโยชน์ของชาติตะวันตก ทำให้ชนชาวอาทิตย์อุทัยมองเห็นหนทางที่จะอยู่รอด นั่นคือต้องพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมกับชาติตะวันตก โดยกุญแจดอกสำคัญคือการศึกษาที่ได้เป็นประตูเปิดออกไปให้พวกเขาพัฒนาชาติในด้านต่างๆ ซึ่งผลลัพธ์อันเป็นรูปธรรมที่เห็นกันในวันนี้ ก็คือการก้าวกระโดดทางด้านเทคโนโลยีที่น่าทึ่ง ทุกวันนี้ หากเดินทางไปญี่ปุ่นก็จะพบผลพวงที่มาจากแนวคิดที่เรียกว่า “เวสต์เทิร์นไนเซชั่น” (Westernization) แต่จะกล่าวว่าพวกเขาเปลี่ยนตัวตนให้เป็นตะวันตกไปเสียทั้งหมดหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่เลย พวกเขานำความเป็นตะวันตกเข้ามาสวมและสอดประสานกับสิ่งต่างๆที่มีอยู่ก่อเกิดเป็นรูปแบบวัฒนธรรมใหม่ๆ แตกแขนงออกมาอย่างโดดเด่น ส่วนรากฐาน วัฒนธรรมดั้งเดิมก็ยังรักษาไว้อย่างแข็งแรง เห็นได้ชัดตามเมืองใหญ่ๆ ทั้งโตเกียว หรือเมืองที่มีการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างทันสมัยสามารถอยู่ได้อย่างผสมกลมกลืนกับโครงสร้างท้องถิ่นเดิมๆ กลายเป็นเสน่ห์ที่ชักชวนให้ผู้คนอยากไปเยี่ยมเยือนกรุงโตเกียวเอง หากมองว่าเป็นเมืองที่ไปท่องเที่ยวได้ไม่รู้เบื่อก็คงไม่เกินเลยนัก ความเป็นมหานครใหญ่ทันสมัยก็จะมีสิ่งสารพันที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว ตึกอาคาร โครงสร้าง หลายแห่งอันมีเอกลักษณ์ คือจุดดึงดูดให้เช็กอินเผยแพร่อวดกันในโลกโซเชียล เป็นแหล่งจับจ่ายละลายทรัพย์สนุกมือ หลายที่ยังเป็นแหล่งที่ให้แสวงหาความรู้ ความบันเทิงอันตื่นตาตื่นใจ ด้าน องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan National Tourism Organization–JNTO) เองก็พยายามส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้เข้าถึงสถานที่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขา หนึ่งในนั้นก็เช่น โครงสร้างอันเป็นหน้าเป็นตาและเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของญี่ปุ่นยุคใหม่ “โตเกียว สกายทรี” (Tokyo Sky Tree) หรือหอกระจายคลื่นสัญญาณ โทรทัศน์ระบบดิจิทัลภาคพื้นดินในภูมิภาคคันโต ความสูง 634 เมตร ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และสร้างสถิติเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในโลกไปเรียบร้อย เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2546 นอกจากจะใช้งานการกระจายสัญญาณโทรทัศน์และวางให้เป็นหอเตือนภัยพิบัติ ที่นี่ถือเป็นแหล่งช็อปปิ้ง แหล่งอาหารการกินขนาดใหญ่ที่สนองตอบความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างครบครันที่ไม่ควรพลาดก็คือขึ้นไปชมวิวมุมสูงตรงส่วนที่เรียกว่า “โตเกียว สกายทรี เทมโบ เด็ค” (Tokyo Skytree Tembo Deck) ผ่านกระจกแก้วขนาดใหญ่มากกว่า 5 เมตรเห็นทั้งเมืองโตเกียวไปจนถึงภูเขาไฟฟูจิ ก็ว่าน่าตะลึงแล้ว ยังมีส่วนต่อขึ้นไปด้านบนอีก 100 เมตร เรียกส่วนนี้ว่า “โตเกียว สกายทรี เทมโบ แกลเลอเรีย” (Tokyo Skytree Tembo Galleria) ออกแบบเป็นระเบียงทางเดินจากชั้น 445 ไปถึงชั้น 450 ติดตั้งกระจกแก้วไว้รอบมองเห็นเมืองในระดับที่เหนือกว่า เป็นทัศนียภาพสุดตระการตาที่งดงามทั้งกลางวันจนกระทั่งตะวันลับฟ้า แต่อีกแห่งในโตเกียวที่ถือว่ามาแรง รับรองว่าถูกใจคนที่หลงใหลเทคโนโลยีแสงสีเสียงและงานศิลปะ ที่ผสานกันออกมาน่าตื่นตะลึง นั่นก็คือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัลในชื่อเต็มๆว่า “โมริ-บิลดิง ดิจิทัล อาร์ต มิวเซียม : ทีมแล็บ บอร์เดอร์เลสส์” (MORI Building DIGITAL ART MUSEUM : teamLab Borderless) หรือเรียกอย่างย่นย่อก็คือ “ทีมแล็บ” ที่มาของทีมดังกล่าวก็คือกลุ่มคนหลากหลายอาชีพไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ นักออกแบบศิลปะและสื่อประเภทมัลติมีเดีย และวิศวกร ที่มีจุดร่วมคือความนิยมในงานศิลปะ มาร่วมกันสร้างสรรค์ศิลปะดิจิทัลแบบไร้ขอบเขตจำกัด พวกเขาสร้างชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วโลก ก่อนที่จะมาเปิดแสดงงานถาวรในพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในเขตโอไดบะ ย่านบันเทิงและช็อปปิ้งยอดนิยมอีกแห่งในโตเกียว เทคโนโลยีแสงสีเสียงของทีมแล็บประกอบกันเป็นชิ้นงานศิลปะโดยมุ่งเน้นให้ผู้ชมมีส่วนร่วม จัดแสดงภายในพื้นที่ราว 10,000 ตารางเมตร โดยแบ่งส่วนเป็นห้องหับหลากหลาย โชว์งานในรูปแบบต่างๆกันไปทั้ง 3 มิติและ 2 มิติ มีความแปลกตา สวยงาม ต่อเติมจินตนาการ นอกจากนี้ ยังแบ่งพื้นที่ส่วนการเรียนรู้ การแสดงออกในเชิงศิลปะแก่เด็กเล็ก เด็กโต เยาวชน หรือแม้แต่ผู้ใหญ่เองก็ไม่ได้ปิดกั้น แนวความคิดส่วนใหญ่ที่สื่อออกมาจากผลงานก็ไม่ได้ซับซ้อนเข้าใจยาก ทว่าสัมผัสได้ถึงการพยายามเชื่อมโยงกับธรรมชาติและวัฒนธรรมเรียกว่าเป็นงานที่ดูทึ่งแล้วทึ่งอีก แสงสีอันละลานตาให้ความรู้สึกราวกับอยู่ดินแดนมหัศจรรย์และเป็นห้วงเวลาที่เปรียบได้ว่าดั่งต้องมนตร์.กันเกรา