ภาพ : กระท่อมตากเหงื่อของอินเดียนแดงทางด้านซ้าย มีลักษณะต่างจากกระโจมพักอาศัยทางขวา.ผู้เขียนถูกถามเรื่องชะลอวัยในแง่ของการ “ล้างพิษ” อยู่บ่อยครั้งว่ามันมีส่วนช่วยแค่ไหน? ซึ่งผู้เขียนก็ตอบง่ายๆว่ามันมีข้อดีและข้อควรระวัง แม้คุณหมอแผนปัจจุบันก็มีการสั่ง “ล้างลำไส้ (colon cleansing)” ก่อนทำการส่องกล้องสำรวจทางเดินอาหาร ส่วนคำถามว่ามันจำเป็นหรือไม่ ก็ตอบได้ว่าถ้าเรากินอาหารธรรมชาติอย่างพอดีก็จะมีอวัยวะในร่างกายที่ช่วยดีทอกซ์อยู่แล้วก็คือ “ตับ” กับ “ไต” ที่หลายท่านสู้อุตส่าห์ไปหาอะไรต่อมิอะไรมาล้างพิษ แต่ลืมบำรุงอวัยวะล้างพิษทั้ง 2 นี้การช่วยล้างพิษที่ดีที่สุดอยู่ที่ “ถนอมตับกับไต” ไว้ให้ทำงานดีๆด้วยตามธรรมชาติร่างกายเรามีกระบวนการ “ล้างพิษ” อยู่อย่างแข็งขัน เว้นไว้เสียแต่เราจะไปทำให้มันไม่แข็งแรง เช่นการพยายามดีทอกซ์แบบประดิษฐ์มากเกินไป ซึ่งการสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยน้ำเกลือหรือสารอะไรต่อมิอะไรกรอกย้อนเข้าไปในโพรงลำไส้นั้น มีรายงานผลต่อสุขภาพทั้งด้านดีและผลข้างเคียงอย่างการขาดน้ำ-เสียเกลือแร่ ถ้าทำอย่างไม่เหมาะสม ลำไส้ของคนเรา.เพราะลำไส้ใหญ่มีตรรกะธรรมชาติง่ายๆคือเป็นที่ปล่อยของออกไม่ใช่นำเข้าไปอย่างไรก็ดี เรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนรักสุขภาพหลายคนสงสัยเพราะใจก็ยังรู้สึกว่าดี ซึ่งก็ขอกล่าวแบบเป็นกลางว่าผลข้างเคียงของมันก็มีได้เช่นเดียวกับประโยชน์ของมันก็มีรายงานอยู่ดังที่ประธานแห่งสมาคมสวนล้างลำไส้แห่งออสเตรเลีย คุณแอนนา แพเรเดส ได้กล่าวไว้ว่ามันช่วยชะล้าง 3 ระบบอวัยวะด้วยกันคือ ตับ, ลำไส้และเลือด โดยเริ่มแรกนั้นเธอทำเองแล้วรู้สึกดีจึงเปิดคลินิกสวนดีทอกซ์จนผู้คนชื่นชอบบอกกันปากต่อปาก จากเดิมที่มีเพียง 2 คลินิกในซิดนีย์เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ตอนนี้ก็มีมากขึ้นตามความต้องการของคนทว่าบางทีความรู้สึกกับความจริงก็อาจไม่ได้จับมือไปด้วยกันเสมอไปการดีทอกซ์ยุคใหม่ที่มีเครื่องมือและสารดีทอกซ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาทำให้มีความต่างจากแนวทางการดีทอกซ์สมัยก่อนอย่างค่อนข้างมาก จึงขอนำการดีทอกซ์ระดับตำนานในสมัยก่อนนั้นมาเล่าสู่กันฟังให้แฟนานุแฟนคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนได้ฟังกันดังนี้ครับ ในอินเดียมีการใช้เภสัชต่างๆ เพื่อล้างพิษ.ดีทอกซ์แบบอินเดียนแดง จารีตล้างพิษแบบชนอเมริกันพื้นเมืองนี้มีขั้นตอนแห่งพิธีกรรมเพื่อความบริสุทธิ์อย่างการชำระล้างดวงจิต, บำบัดฟื้นฟูร่างกายและเปิดจิตใจให้เห็นสัจธรรม มีสถานที่ที่เรียกว่า “กระท่อมตากเหงื่อ (Sweat lodge)” เอาไว้ใช้สำหรับการชะล้างบำบัดในระดับลึกล้ำ ปัจจุบันยังคงมีการใช้สเวทล็อดจ์อยู่ โดยผู้นำที่มีความรู้จะใช้สมุนไพรแห้งควบคู่ไปกับกลุ่มก้อนหินในการช่วยบำบัด โดยก่อนเริ่มพิธีนั้นจะมีการดื่มชาเพื่อล้างพิษกัน จากนั้นพิธีกรรมคือรมควันที่อบร่ำมาอย่างดีด้วยใบเสจแห้ง,ยูนิเปอร์, ไม้ซีดาร์และชันยางไม้ที่มีคุณค่าเพื่อขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดีและสรรพสิ่งอันเป็นลบทั้งหลายรวมถึงพิษร้ายให้ถอนออกจากร่างกาย อีกทั้งเป็นการสร้างความบริสุทธิ์ให้กับอากาศโดยรอบการชำระพิษแบบอายุรเวช การล้างพิษแบบอายุรเวชมีอยู่ 2 หนทางหลัก โดยมรรคแรกนั้นคล้ายกับการดีทอกซ์ล้างลำไส้ในปัจจุบันคือการใช้สมุนไพรอันมีฤทธิ์เป็นเภสัชธรรมชาติมาช่วยระบายพิษออกจากทางเดินอาหารซึ่งถือเป็นการล้างพิษทางกายภาพ ส่วนหนทางที่สองนั้นคือการช่วยบรรเทาโทษแห่งพิษร้ายในร่างกายให้ เป็นกลางเสียโดยดูจากสภาพของร่างกายคนไข้ ซึ่งเกี่ยวกับการจำกัดหรืออดบริโภคเพื่อกระตุ้นทางเดินอาหาร อีกทั้งยังมีการใช้สมุนไพรปรุงใน อาหารเพื่อกระตุ้นพลังร้อนแห่งการเผาผลาญในร่างกายเพื่อให้เป็นดุจเตาเผาสรรพพิษให้สลายไปครับ จีนโบราณใช้อาหารล้างพิษ.ล้างพิษแบบจีนโบราณ ผู้เขียนเคยไปค้นเจอสูตรประทินโฉมของพระนางซูสีไทเฮาว่าเอาบุปผาตระกูลเบญจมาศมาปลิดเป็นกลีบแล้วใส่ลงในหม้อไฟตุ๋นเป็นซุปไว้ดื่ม อีกทั้งยังว่ากันว่าทรงใช้น้ำนมหญิงแม่ลูกอ่อนมาประทินโฉมด้วย ซึ่งสูตรการล้างพิษแบบจีนนี้ที่จริงมีอยู่มากมาแต่ครั้งเก่าก่อนดังมีหลักว่า “ชี่” หรือพลังชีวิตที่ช่วยให้เรายังชีพอยู่ได้นั้นมี “ตับ” เป็นอวัยวะช่วยควบคุมแล้วส่งพลังชี่ไปตามกระแสธารแห่งโลหิตเพื่อเลี้ยงชีวิตตามที่ต่างๆ ระหว่างตื่นตับก็ส่งเลือดไปยังกล้ามเนื้อให้ทำงานได้ ส่วนในห้วงนิทรารมณ์เลือดนั้นจะเดินทางกลับเข้าสู่ตับเพื่อไปชำระล้างใหม่ จึงทำให้การล้างพิษแบบจีนนั้นเน้นการดูแลตับด้วยอาหาร อย่างให้รับประทานของเปรี้ยว เช่น มะนาวบีบผสมในน้ำเปล่าเข้าปากดื่มเพื่อช่วยล้างระบายพิษออกจากร่างกาย ส่วนขิงเป็นของร้อนหรืออาหารหยางจะช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี มีฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ อาจเป็นขิงสดที่ซอยใส่ลงในโจ๊กสักชามก็ได้ นอกจากนั้นยังมีขมิ้นที่ศาสตร์แพทย์ปัจจุบันเองพบว่าช่วยเรื่องตับด้วยเช่นกัน ของสำคัญยังมีอีกเช่นรากแดนดีไลอ้อนที่เป็นอาหารแห่งฤดูใบไม้ผลิด้วยธาตุไม้นั้นเป็นธาตุแห่งตับ แล้วก็สมุนไพรที่บ้านเราเริ่มคุ้นเคยคืออาร์ติโชคที่เป็นหัวคล้ายดอกบัวที่ขึ้นบนบกต้องแกะกลีบแล้วหั่นจนได้ไจของมัน ซึ่งในอาร์ติโชค มีสาร “ไซนาริน (cynarin)” ที่ช่วยกระตุ้นน้ำดีกับขับปัสสาวะครับสำหรับของง่ายๆที่ราคาไม่แพงเลยคือ “ถั่วดำ” ช่วยขับความชื้นส่วนเกินออกจากร่างกาย จึงมีคำกล่าวว่าถั่วดำทำให้สาวสวยขึ้น ซึ่งสตรีจีนใช้กันมาหลายร้อยปี มีสูตรง่ายๆคือซุปถั่วดำใส่เก๋ากี้โดยต้มถั่วดำที่แช่น้ำมาข้ามคืนแล้วจากนั้นไม่ต้องเติมน้ำตาลแต่ใส่เก๋ากี้แทนเพื่อให้ความหวานครับ การดีทอกซ์มีมาตั้งแต่สมัยไอยคุปต์.การไล่พิษของชาวไอยคุปต์ เทคนิคของชาวอียิปต์โบราณนี้เป็นที่มาของการสวนล้างลำไส้ในปัจจุบัน ดังมีบันทึกไว้ในม้วนกระดาษปาปิรุสเก่าแก่คือเอเบอร์ปาปิรุสได้กล่าวถึงการล้างพิษทางลำไส้ใหญ่ (colonic irrigation) ที่นับย้อนหลังไปได้ถึง 3,000 ปี ว่าเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยขับพิษให้ร่างกายได้นอกจากเทคนิคการอดอาหารแล้ว โดยมีหลักการคือสาเหตุของไข้มาจากการหมักหมมในลำไส้ใหญ่จนเน่าเหม็นส่งพิษออกมาทำร้ายร่างกาย ดังนั้น จึงมีการใช้ฉีดน้ำเข้าไปทางทวารหนักเพื่อไปล้างเอาขยะพิษที่เป็นตัวการทำร้ายสุขภาพให้ออกมาทางเบื้องล่าง นอกจากนั้นยังมีเทคนิคการใช้ “กาแฟ” เพื่อสวน (coffee enema) ที่ทั้งอียิปต์และกรีกใช้เหมือนๆกันด้วยครับ จะเห็นว่าทันสมัยมาแต่ยุคนั้นเลยนะครับ เพราะในยุคนี้ก็ยังคงมีการใช้สมุนไพรต่างๆ เอามาสร้างเป็นสูตรสวนล้างกันตามโรงพยาบาล ซึ่งในบ้านเราก็มีการสวนกาแฟครับ โรงอาบน้ำของชาวโรมัน.กำจัดพิษแบบโรมัน สูตรสำคัญนี้ตกทอดมาจากกรีก นายแพทย์ระดับตำนานอย่างท่านฮิปโปเครตีสยังมีทฤษฎีว่า เราทุกคนนี้ถ้ามีสารพิษสะสมอยู่มากในตัวก็จำเป็นต้องโกยทิ้งออกไปบ้าง ผ่านทางวิธีต่างๆอย่างขับเหงื่อ, กรีดเลือดหรือกระตุ้นให้อาเจียน ซึ่งถือว่าเป็นเทคนิคที่ทำให้ร่างกายนั้นบริสุทธิ์ขึ้น ลดสารพิษสะสม ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ยังมีความเชื่อเช่นว่านี้อยู่ในหลายลัทธิล้างพิษ การขับเหงื่อนั้นเขาพาผู้ป่วยไปนั่งอบไอร้อนในห้อง ซาวน่าเพื่อพาเหงื่อที่เชื่อว่าอุดมไปด้วยพิษให้ระบายออก มาเป็นการขับพิษ ซึ่งทฤษฎีนี้เรียกว่า “อาบเหงื่อบำบัด (Sweat bath)” ที่ผู้เขียนเองก็เห็นว่าเป็นวิธีที่ดีเพราะช่วยให้คนไข้ได้มีโลหิตที่สูบฉีดดีมีหลอดเลือดขยายเป็นการกระตุ้นหลอดเลือดฝอยที่เป็นเสมือนท่อน้ำเลี้ยงให้ผิวพรรณดีมีส่วนช่วยชะลอวัยครับอย่างไรก็ดี วิธีหนึ่งที่ดีซึ่งชาวโรมันใช้และไม่ลำบากต่อพวกเราในยุคปัจจุบันนักคือการ “สปา (SPA)” ที่เป็นคำย่อมาจากละตินว่า salus per aquam อันแปลว่าชำระล้างให้สะอาดผ่านสายธารา อันเป็นที่มาของวารีบำบัดในปัจจุบันด้วย ในสมัยแห่งโรมโบราณนี้มีโรงอาบน้ำหรือ “บาธ” ที่เป็นสถานที่นัดพบและผ่อนคลายของชุมชนคนในสังคมจะมาสนทนาวิสาสะกันในเรื่องการบ้านการเมืองและเรื่องอื่นๆซึ่งมีกิจกรรมหลายหลากที่เกิดขึ้นในโรงอาบน้ำนี้ จากนั้นมานั่งขับเหงื่อและนวดเฟ้นร่างกายเพื่อพักผ่อนให้พิษถูกผ่องถ่ายออกไป รางจืด.ขับพิษแบบไทยๆ ไทยเรามีสมุนไพรล้างพิษที่ดีอยู่หลายอย่างโดยไม่ต้องใช้สวน สมุนไพรไทยๆอย่างหนึ่งที่มีสรรพคุณล้างพิษมายาวนานเป็นตำนานคือ “รางจืด” มีคุณสมบัติในการล้างพิษได้หลายอย่างดังที่ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาคือ ต้านพิษของสารกำจัดศัตรูพืชจำพวกยาฆ่าหญ้า, ต้านพิษจากสัตว์พิษ-พืชพิษ, ต้านพิษตะกั่วต่อสมอง, ต้านสารเสพติด, ต้านพิษเหล้า, แก้อักเสบ ฯลฯ ทั้งยังช่วยลดความดันโลหิตและลดน้ำตาลในเลือดได้ด้วย ในตัวมันมีของดีได้แก่สารกลุ่มพอลีฟีนอล (polyphenol) และสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ โดยเฉพาะอะพิเจนิน (Apigenin) ที่สามารถยับยั้งพิษของสารหนูได้มีการล้างพิษทางหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนเองเห็นด้วยว่าดีถ้าทำอย่างเหมาะสมนั้นไม่ได้อยู่ที่การกินหากแต่อยู่ที่การ “อด” ให้ถูกหลักแล้วจะช่วยพักร่างกายจากการรับมือกับสารพิษและขยะสุขภาพต่างๆได้ด้วย อย่าลืมว่าขยะพิษที่สะสมอยู่ในตัวเราไม่ได้มาจากโรงงานหรือสารฆ่าแมลงอย่างเดียว หากแต่มาจากยาที่เรากิน, วิตามินที่เราเสริม หรือยาสมุนไพรสกัดและน้ำมันสกัดเม็ดแคปซูลทั้งหลายที่เพื่อนแนะมาหรือโฆษณากระหน่ำทำเราเชื่อไปซื้อมา เหล่านี้ก็ถือเป็นภาระที่ตับ-ไตต้องทำงานหนักขึ้นสมุนไพรก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ายาเคมีที่เรารับประทานครับ เผลอๆอาจทำให้เราได้รับสารพิษหนักขึ้นมากกว่าจากสารพิษในตัวมันเองที่มีอยู่ตามธรรมชาติ จึงอยากขอให้ท่านอย่าพลาดคิดว่ากินสมุนไพรแล้วเท่ากับปลอดภัยเสมอไป เพราะธรรมชาติก็สร้างสารพิษติดมาด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าจะฟ้าทะลายโจรที่ทำให้ค่าตับขึ้น, สารจากขี้เหล็กที่ทำให้ตับวายได้ หรือที่ผู้เขียนเจอมาคือคนที่กินหนานเฉาเหว่ยจนขาบวมเพราะไตเสื่อมขั้นรุนแรงซึ่งทั้งนี้ไม่ได้ว่าสมุนไพรไม่ดี หากแต่อยากให้มี “กาลามสูตร” ว่ายาบำรุงและอาหารเสริมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นของประดิษฐ์หรือธรรมชาติก็อาจทำร้ายเราได้ถ้าบริโภคอย่างไม่เหมาะสม...พึงระวังพิษจาก “อวิชชา” ที่ถาโถมเข้ามาในยุคนี้ครับ.โดย : นพ.กฤษดา ศิรามพุชทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน