เจอแต่งานหิน...แน่นอนว่าผลกระทบจากไวรัสโคโรนาหวัดพันธุ์ใหม่อันมีต้นต่อมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน แต่ส่งผลมาถึงประเทศไทยที่กำลังแก้ไขกันอยู่นักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวไทยนั้นโดยเฉพาะจากเมืองอู่ฮั่นถือเป็นตัวเชื่อมต่อที่ต้องระวังมากที่สุดซึ่งตัวเลขจากทางการจีนระบุว่าออกจากเมืองนี้ 5 ล้านคนจำนวนนี้มาเมืองไทยมากที่สุดราวหมื่นกว่าคนนั่นแหละคือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ใช่แค่ไข้หวัดเท่านั้น แต่ที่จะตามมาคือปัญหาการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจากจีนเป็นหลักคาดกันว่านักท่องเที่ยวจะลดลง 1-2 ล้านคน คิดเป็น 0.5-2% จะทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงราวแสนล้านบาทนี่ก็เป็นอีกปัญหาที่รัฐบาลจะต้องเตรียมการคิดและหาทางออกเพื่อผลที่จะตามมาเสียแต่เนิ่นๆเพื่อปรับนโยบายและทิศทางในการรองรับมิฉะนั้นเศรษฐกิจก็จะจมลึกอาการหนักเข้าไปอีกจะต้องทำงานคู่ขนานกันไปทั้งสองปัญหาแต่ที่คนไทยทำกันเองคือเรื่องงบประมาณปี 63 ซึ่งล่าช้าไปหลายเดือนแล้วจะต้องลุ้นกันว่าที่สุดแล้วผลจะออกมาอย่างไรเป็นเรื่องที่หากเกิดโมฆะก็ยุ่งเป็นฝอยขัดหม้อแน่หลังจากที่เกิดเหตุการเสียบบัตรแทนกันในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนฯเพื่อพิจารณางบประมาณ โดย ส.ส. 4 คน จาก 2 พรรคการเมือง คือ ภูมิใจไทย และพลังประชารัฐที่สุด นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยเรื่องนี้ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาแล้วคือรับวินิจฉัยเรื่องนี้และให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถชี้แจงได้ไม่เกินวันที่ 4 ก.พ.63 ซึ่งน่าจะแยกออกเป็น 2 ประเด็น1.งบประมาณที่ผ่านสภาไปแล้วนั้นจะมีผลอย่างไร?2.ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกันนั้นจะมีผลต่อการกระทำอย่างไร?ทั้งสองประเด็นนี้ล้วนแยกกันไม่ออก เพราะมีความสัมพันธ์และโยงใยกัน อันมาจากผลที่มาจากเหตุยังมิอาจคาดการณ์ได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาอย่างใด แต่มีมุมมองคาดการณ์กันว่าจะออกมาในลักษณะไหนเช่น โมฆะทั้งฉบับ โมฆะบางมาตราที่เกิดปัญหา ไม่โมฆะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปได้ ว่ากันใหม่ทั้งกระบวนการหรือเอาผิด ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกัน แต่ปล่อยผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 อ้างถึงรัฐธรรมนูญ ม.143 เพื่อเปิดทางให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้แต่ก็มีมุมมองที่ต่างไป...คือการมองว่าประเด็นการเสียบบัตรแทนกันนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยในรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ทำให้กฎหมายฉบับนั้นตกไป และกำลังมีการพิจารณาเอาผิด ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนประเด็นที่มีการพูดถึงกันมาก คือการอ้างถึงข้อกฎหมายที่ว่าเมื่อ พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ “การเงิน”หากมีปัญหาหรือไม่ผ่านสภานั้น รัฐบาลจะต้องแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการ “ลาออก” หรือ “ยุบสภา”ทุกอย่างล้วนโยงใยกันไปหมด เพราะพฤติกรรมของ ส.ส.ที่ไม่มีความรับผิดชอบ ไร้สำนึกต่อหน้าที่และภารกิจ ยิ่งเป็น ส.ส.รัฐบาลก็ยิ่งไปกันใหญ่บ้านเมืองจะวายป่วงอย่างไร...วันนี้เราคงได้ประสบกันแล้ว!“สายล่อฟ้า”