จัดทำ 45 เล่มใช้เวลา 3 ปี ตั้งทีมคณะสงฆ์-ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาเมื่อวันที่ 13 ม.ค. นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า จากการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการโครงการจัดทำพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.2562 และทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก จำนวน 2 คณะ ได้แก่ 1.คณะกรรมการอำนวยการฝ่ายอุปถัมภ์โดยมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน 2.คณะกรรมการอำนวยการฝ่ายบรรพชิต มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานกรรมการ ซึ่งในส่วนของกรมการศาสนา (ศน.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จะนำรายชื่อของคณะกรรมการที่ ครม.เห็นชอบถวายแด่พระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ในฐานะเลขานุการฝ่ายบรรพชิตพิจารณาในการเตรียมร่างรายชื่อคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ เสนอต่อที่ประชุม มส.ให้ความเห็นชอบนายกิตติพันธ์กล่าวว่า สำหรับคณะอนุกรรมการจะรับผิดชอบการดำเนินงานในด้านต่างๆ เช่น แปลเอกสาร บรรณาธิการ สนับสนุนการตรวจสอบเอกสาร ซึ่งเมื่อ มส.มีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแล้ว จะจัดประชุมหารือถึงกรอบดำเนินงานการด้านต่างๆ โดยเฉพาะการแปลพระไตรปิฎกที่มีทั้งหมด 45 เล่ม ว่าจะเริ่มดำเนินการแปลประโยคในเล่มใดก่อน เบื้องต้น ศน.ได้จัดสรรงบประมาณประจำปี 2563 ไว้สำหรับการดำเนินการปีแรก จำนวน 20 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นค่าดำเนินการสำหรับการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการแปลภาษาบาลีสันสกฤตเป็นภาษาอังกฤษ รวมถึงเป็นค่าใช้จ่ายในการอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ ตลอดจนการใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการช่วยแปลภาษา คาดว่าในขั้นตอนการแปลเอกสารทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 3 ปีจากนั้นจึงเข้าสู่การตรวจสอบตามหลักพระธรรมวินัยโดยคณะกรรมการฝ่ายสงฆ์ ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องใช้เวลาตรวจสอบค่อนข้างนาน เนื่องจากต้องตรวจสอบความถูกต้องไม่ให้มีความผิดเพี้ยนใดๆทั้งสิ้น“งบประมาณที่ตั้งไว้ในปีแรกจะใช้สำหรับการแปลเอกสาร เพราะจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญการแปลอย่างมาก โดยเฉพาะจากต่างประเทศ เช่น สมาคมบาลีปกรณ์ อีกทั้งยังต้องมีการศึกษาข้อมูลการแปลในยุคต่างๆมาประกอบ ทั้งนี้ ศูนย์พหุภาษา การแปล และล่ามแห่งอาเซียน ที่จัดตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ เห็นว่าจะใช้ระบบเทคโนโลยีการแปลภาษามาช่วย แต่ต้องมีการตรวจสอบความถูกต้อง จึงต้องใช้เวลาในการดำเนินการนาน และเมื่อแปลเสร็จแล้ว จะต้องมีคณะสงฆ์ช่วยกันวิพากษ์ว่าการแปลนั้นถูกต้อง มีความผิดเพี้ยนหรือไม่ เพราะหากไม่ถูกต้องจะทำให้พระธรรมวินัยผิดเพี้ยน ถือเป็นอาบัติของคณะสงฆ์ จึงต้องมีระบบการตรวจสอบอย่างดี” นายกิตติพันธ์ กล่าว.