ในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรก็ทำสำเร็จ ในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย กมธ. 49 คน เป็นตัวแทนจากคณะรัฐมนตรีพรรคฝ่ายรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน นักวิเคราะห์การเมืองฟันธงแล้วว่า ใครจะได้รับเลือกเป็นประธาน กมธ. แต่บางคนมองว่าเสียเวลา เสียเงินแผ่นดินเปล่าจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว จะได้รู้กันภายใน 120 วัน แต่ในตอนเริ่มต้นนี้ ขอฝากบางประเด็นเพื่อให้ กมธ.ศึกษา นั่นก็คือมาตรา 270 ในบทเฉพาะกาลที่ ส.ว.ท่านหนึ่งกล่าวว่าเป็น “มิติใหม่” ของรัฐบาลไทย ที่มีการพิจารณาร่างกฎหมาย ร่วมกัน ระหว่าง ส.ส. กับ ส.ว. ในเรื่องการ ปฏิรูปประเทศเป็นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยถือว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ตามรัฐธรรมนูญหมวด 16 จึงต้องพิจารณาร่วมกัน 2 สภา เช่นเดียวกับการเลือกนายกรัฐมนตรี จึงไม่ใช่ “มิติใหม่” แต่ทำกันมามากในอดีต โดยเฉพาะในช่วงที่ใช้รัฐธรรมนูญ 2521 เมื่อกว่า 40 ปีก่อนรัฐธรรมนูญ 2521 เป็นต้นแบบของรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นฉบับแรกที่ถูกเรียกว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” นักวิชาการบางคนเรียกฉบับปัจจุบันว่า “เผด็จการครึ่งใบ” บทเฉพาะกาลของฉบับ 2521 ให้ ส.ส. และ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งร่วมกับพิจารณาร่างกฎหมาย ที่รัฐบาลระบุว่าเกี่ยวกับ “ความมั่นคง” ของประเทศเช่นเดียวกับฉบับปัจจุบัน ที่ระบุว่าร่าง พ.ร.บ.ที่ตราขึ้น เพื่อการปฏิรูปประเทศ “ให้เสนอและพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา” จึงเป็นมาตราหนึ่งที่ “หมกเม็ด” อำนาจ ส.ว. เพื่อค้ำจุนบัลลังก์อำนาจของรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจจากรัฐประหารให้สามารถบริหารประเทศได้ โดยให้ ส.ว.ยกมือผ่านร่างกฎหมายสำคัญรัฐธรรมนูญ 2521 ให้ ส.ว.ร่างพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ที่รัฐบาลอ้างว่าเกี่ยวข้องกับ “ความมั่นคงของรัฐ” ส่วนฉบับปัจจุบัน ให้ ส.ว.ร่วมพิจารณาร่างกฎหมายที่รัฐบาลอ้างว่าเป็น “การปฏิรูปประเทศ” มีเรื่องสำคัญเพียงเรื่องเดียว ที่คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่กล้าเขียนคือให้ ส.ว.ร่วมยกมือญัตติไว้วางใจรัฐบาลเป็นประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่ กมธ.ศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรนำมาพิจารณา ควรยกเลิกหรือแก้ไข ให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยหรือไม่ แต่น่าหนักใจแทน กมธ.ที่มุ่งหวังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ถ้าไปแตะต้อง ส.ว.การแก้ไขมีสิทธิที่จะพังพาบ.