“ข้าวต้มสามกษัตริย์” กิเลน ประลองเชิง นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 5 ธันวาคม 2562 เจตนาตั้งใจถ่ายทอดตำนานข้าวต้มสามกษัตริย์ เพื่อตอกย้ำยั่วความอยากให้ไปงาน “ปลาทูแม่กลอง” ที่จะเริ่มวันที่ 13 ธ.ค.ถึงวันที่ 22 ธ.ค.ที่จะถึงและ...เจตนาสอง เพื่อจะบอกข่าว ศพคุณ สุรจิต ชิรเวทย์ อดีต ส.ว.สมุทรสงคราม ประธานดำเนินการจัดทำหนังสือ “แม่กลอง สายน้ำมีชีวิต” เล่มที่ให้ความรู้นี้ ตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่วัดช่องลม...พระราชทานเพลิงศพ 16.00 น. วันอาทิตย์ที่ 8 ธ.ค.บนเส้นทางที่ยาวไกลในการขับเคลื่อนสิ่งที่ยากๆเสมือนเป็นเรื่องง่ายในพื้นที่ดินแดนบ้านเกิดสำหรับชายชื่อ “สุรจิต ชิรเวทย์” นั้นมีมากมายเหลือคณา มีทั้งที่หลายๆคนรับรู้และไม่รับรู้ อีกทั้งเป็นที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยทว่า...เป้าหมายสำคัญนั้นยังคงอยากเห็นการเจริญก้าวหน้า...พัฒนา ไปอย่างยั่งยืนมั่นคงสุรจิต เคยกล่าวไว้ว่า ที่จริงแล้วความรู้มันอาจมีความลึกมากกว่าที่เราคิด เพียงแต่เราอาจตั้งคำถามไม่ถึง “เมื่อรู้น้อยก็ถามตื้น...เมื่อรู้ลึกก็ถามลึก” แต่เราจะต้องไม่ประมาทในความรู้ที่จะสืบเสาะค้นหาเพื่อจะได้เข้าถึง “คุณค่า” ของสิ่งนั้นๆสุรจิตเรียนจบด้านนิติศาสตร์ ทำงานธนาคารแม่กลอง ตำแหน่งปล่อยสินเชื่อ เป็นเวลา 25 ปี แล้วก็ลาออกในวัย 48 ปี หันมาทำกิจกรรมเพื่อสังคม ใช้พลังความรู้ความสามารถร่วมกับ “ประชาคมคนรักแม่กลอง” เสนอแนวทางแก้ปัญหา ป้องกันการรุกล้ำแม่น้ำแม่กลองผ่านเครื่องมือสำคัญ...“ข้อกฎหมาย”ยามที่เกิดปัญหาภาพที่เห็นแตกต่างจากหลายๆพื้นที่ อาจจะมีม็อบการชุมนุมประท้วงเรียกร้อง แต่ที่อำเภอแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงครามต่างออกไป ด้วยพลังคนสูงอายุรักบ้านเกิด...บวกกับแรงพลังจากคนหนุ่มคนสาวที่เรียกว่าก็รักบ้านเกิดไม่ต่างกันรวมพลังความคิดหาวิถีทางออกคลี่คลายปัญหา โดยมี “สุรจิต ชิรเวทย์” คนนี้ เป็นแกนนำ เชื่อมประสานใช้พลังนี้ให้เกิดประสิทธิผล“ถ้าท้องถิ่นของเรามีปัญหา...เราเองที่จะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาในเบื้องต้น” สุรจิตเชื่ออย่างนั้น ตัดตอนมาจาก https://adaymagazine.com เรื่อง “ณิชา พัฒนเลิศพันธ์”ย้ำว่า...คุณต้องทำเอง ใครล่ะจะรู้จักพื้นที่ตัวเองดีไปกว่าคุณถูกไหม ผู้ว่าฯ นายอำเภอต่างๆเหล่านี้เขามาอยู่กับเราไม่กี่ปีเขาก็ไป จุดแข็งของชาวบ้านคือรู้ข้อเท็จจริงทุกระดับ น้ำขึ้น...น้ำลงไหลไปทางไหน ถ้ามีมลพิษมันไปทางไหน...ออกทางไหน ทำไมคุณไม่เอาจุดแข็งนี้ไปขึ้นโต๊ะพร้อมกับข้อเสนอเราเสนอไป 5 ข้อ ที่ประชุมเขาซื้อความคิดเรา 2 ข้อ 3 ข้อก็ไม่เป็นไร ...แต่ถ้าคุณบอกว่า ไม่ได้ ข้อเสนอของตัวเองต้องชนะ มันจะสำเร็จได้อย่างไรครับ เราต้องสร้างวัฒนธรรมปรึกษาหารือกันเองให้ได้ เราต้องอดทนทำสิ่งนี้แม้จะมีความเห็นต่าง คุณต้องผ่านตรงนี้ให้ได้เสียก่อน...“คุณต้องบรรลุนิติภาวะทางความคิดของคุณก่อนด้วยการอาศัยความรักบ้านรักถิ่นฐานนำไป อย่าไปใช้ความเกลียดชังนำทาง มันไม่ยั่งยืนเพราะประชาธิปไตยมันก็เริ่มอย่างนี้ ถ้าท้องถิ่นคุณมีปัญหาแล้วคุณยังไม่ร่วมมือกัน ใครจะมาแก้ให้คุณได้”ครั้งหนึ่งในความทรงจำที่มั่นคงพลังคนรักแม่กลองสู้กับโรงไฟฟ้าถ่านหินเรื่อง “ฟลัดเวย์” ลงพื้นที่ 66 เวที แบกทั้งจอ ลำโพง ขึ้นพูดแค่ 10 นาที ก็เข้าใจแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วเราได้รับผลกระทบอะไร จากเวทีแรกมีคนฟัง 10 คน พอทำจนจบครบทุกเวทีกลายเป็นว่ามีคนมาฟังเรา 20,000 คนเส้นทางคนรักแม่กลองนับเนื่องดำเนินต่อไปจากจุดเริ่มในการแก้ปัญหาผลกระทบที่คนแม่กลองจะได้รับ ขุดค้นไปถึงต้นตอปัญหานำข้อมูลไปสู่ข้อเท็จจริง ด้วยยึดหลักสิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 43 (3)สิทธิของประชาชนหรือชุมชนที่จะเข้าชื่อกันเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐให้ดำเนินการใดอันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือชุมชน หรืองดเว้นการดำเนินการใดอันจะกระทบต่อความเป็นอยู่อย่างสงบสุขของประชาชนหรือชุมชน และได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็วนั่นหมายความว่าหนังสือเราทำไปในนามประชาคมเครือข่าย มีลายเซ็นของชาวบ้าน มีที่อยู่ให้ตอบเอกสารกลับแล้วทางรัฐจะต้องนำไปพิจารณาและต้องตอบเราภายใน 30 วัน...นี่เป็นการใช้สิทธิการมีส่วนร่วมสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐาน “ประชาธิปไตย” ที่แท้จริง เริ่มจากชุมชน...รู้สิทธิ หวงสิทธิ รักษาสิทธิเรื่องของ “น้ำ” เรียบเรียงจากป่าไม้ ไร่นา ปลาทู : สายน้ำไม่อาจตัดขาดและคนแม่กลอง สุรจิตเขียนไว้เมื่อช่วงต้นปี 2559 เผยแพร่โดย http://lekprapai.orgเมืองแม่กลอง...ตั้งอยู่บนผืนดินที่ราบดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา อันเกิดขึ้นจากการทับถมโคลนตะกอนที่แม่น้ำและลำน้ำหลากสายพัดพามาในฤดูน้ำหลาก ทำให้แผ่นดินผืนนี้อุดมด้วยปุ๋ยธรรมชาติ เหมาะกับการเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร ดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินดำเนินวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับระบบนิเวศซึ่งสัมพันธ์กับเรื่องของ “น้ำ” ในรูปแบบต่างๆยกตัวอย่างให้เห็นภาพ “ระบบสามน้ำและน้ำเดียว” แม่น้ำแม่กลองเป็นแม่น้ำสายหลัก ยังมีคูคลองเล็กใหญ่อีกมากมายหลายสายบวกกับติดชิดอ่าวไทยจึงได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลขึ้น...ลงด้วย แม่กลองจึงเป็นเมืองสามน้ำ...ที่บรรพชนได้สั่งสมเรียนรู้ระบบน้ำ จนสามารถกำหนดแบบแผนการทำกินได้อย่างสอดคล้องลุ่มลึก ความเป็นเมืองสามน้ำ...เกิดจากตัวแม่น้ำแม่กลองกับคลองทุกคลองที่แยกตัวออกจากแม่น้ำ เมื่อยามน้ำทะเลขึ้นในช่วง 1-2 ชั่วโมงแรก น้ำเค็มจะดันน้ำจืดในตัวลำน้ำและคลองย่อยต่างๆกลับขึ้นไปก่อน จึงเป็น “น้ำจืด”...ครั้น 3-4 ชั่วโมงต่อมา น้ำทะเลหนุนคลุกเคล้ากับน้ำจืดมากแล้ว จึงเริ่มมีสภาพเป็น “น้ำกร่อย”พอเข้าชั่วโมงที่ 5-6 ก็จะกลายเป็น “น้ำเค็ม” ทั้งสายน้ำ ด้วยลักษณะนี้จึงเกิดสำนวนที่ว่า “น้ำขึ้นให้รีบตัก” เพื่อให้ชาวแม่กลองที่ต้องอยู่กับสภาวะความไม่มั่นคงของน้ำ ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาทนั่นเองนอกจากระบบสามน้ำแล้ว บางพื้นที่ซึ่งติดทะเลโดยตรง เช่น คลองโคน คลองช่องแพรกทะเล คลองขุดยี่สาร ฯลฯ มีสภาพเป็นน้ำเค็มตลอดเวลาหรือชาวบ้านเรียกว่า “ระบบน้ำเดียว” จึงต้องแสวงหาน้ำจืดมาใช้ในชีวิตประจำวัน ด้วยการพายเรือออกไป “ล่มน้ำ” คือพายเรือที่เอาไม้ปูพื้น ปูกระทงเรือออกหมด...ให้เหลือแต่กงกับเปลือกเรือ ไปถึงที่น้ำจืดแล้วจึงเอียงเรือให้น้ำจืดเข้ามาอยู่ในเรือจนเหมือนเรือจะล่ม แล้วจึงพายเรือนำน้ำกลับมาใช้สอยที่บ้านไม่เพียงเท่านั้น ยังมีความรู้เกี่ยวกับน้ำขึ้น...น้ำลง น้ำเช้า...น้ำเย็น น้ำเกิด...น้ำตาย น้ำเบียด...น้ำกัน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์ที่มีต่อโลก...นับรวมไปถึงผลจากช่วงฤดูกาลที่แตกต่างอีกด้วยธรรมชาติที่หลากหลายผันแปรเป็นเช่นนี้ แต่ “คนแม่กลอง”...ไม่ได้มีดีเด่นดังเฉพาะ “ปลาทูหน้างอคอหัก” หากแต่องค์ความรู้ภูมิปัญญาที่สั่งสมสืบทอดต่อๆกันมา โดยเฉพาะการจัดการเรื่องเพาะปลูกก็ไม่น้อยหน้าพื้นที่ไหน คัดเลือกพันธุ์ไม้ จัดแบ่งพื้นที่ให้สอดคล้องกับระบบสามน้ำอย่างเหมาะเจาะลงตัว ส้มโอ ลิ้นจี่แสนอร่อยขึ้นชื่อลือชา... มะพร้าว ชมพู่ มะม่วง พริก หอม ยาจืด ผักต่างๆ...ก็มี ปลูกได้งอกงามดีไม่แพ้ใครได้เช่นกัน“สุรจิต ชิรเวทย์” ได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งคนดีศรีแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ดั่งที่ “กิเลน ประลองเชิง” เขียนปิดท้ายข้อเขียนว่า... “ความรู้ที่สื่อผ่านชีวิตวิญญาณ เขายังอยู่ให้พวกเราคิดถึงเขาต่อไป ผมเชื่อคำพระสอน ทุกสิ่งเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป และก็เชื่อด้วยว่า ความดีและคนดีไม่มีวันตายไปจากหัวใจคน”.