ได้เห็นอะไร?ถ้าเอาแบบภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า “กูว่าแล้ว”...แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีความเห็นให้เลื่อนการแบน 3 สารอันตรายพาราควอต คลอร์ไพริฟอส ให้เลื่อนการเลิกใช้จากวันที่ 1 ธ.ค.62 ไปอีก 6 เดือน ไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ 1 มิ.ย.63“ไกลโฟเซต” ยังให้ใช้ต่อไปได้ แต่ต้องจำกัดการใช้ที่ว่ามีมติเป็นเอกฉันท์นั้น ปรากฏว่า รศ.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ 1 ในคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ยื่นใบลาออกเหตุผลก็คือกลไกคณะกรรมการ ที่มีความสำคัญเชิงนโยบายการตัดสินใจเพื่อความปลอดภัยของประชาชนและสังคมแต่กลไกดังกล่าวไม่สามารถทำให้เกิดการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ดีได้พร้อมเผยด้วยว่าการประชุมคณะนี้ไม่ได้มติเอกฉันท์ แต่อย่างใด ซึ่งเป็นข่าวคลาดเคลื่อนเพราะความจริงก็คือการโน้มน้าวให้ผลออกมาอย่างนี้หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีการผลักดันกันในระดับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบอย่างน้อยก็ 3 กระทรวง 3 รัฐมนตรีเกษตรฯ สาธารณสุข และอุตสาหกรรม ใครเป็นใครหาชื่อกันได้จนทำให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้เห็นชอบให้แบน 3 สารมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.62 เป็นต้นไป นึกว่าจบกันไปแล้วปรากฏว่ากลุ่มเกษตรกรที่เคยใช้ 3 สารดังกล่าวโดยเฉพาะประเภทพืชไร่ได้ออกมาเคลื่อนไหวค้านการแบน 3 สารออกมาชุมนุมประท้วง เพราะจะเกิดปัญหาเนื่องจากมีความจำเป็นต้องใช้ หากไปใช้สารอื่นทดแทนก็มีราคาสูงกว่าแต่กระทรวงสาธารณสุขยังยืนยันที่ให้แบนต่อไป เพราะประชาชนจะได้ประโยชน์ในเรื่องสุขภาพและยังเป็น “ต้นเรื่อง” มาก่อน“อนุทิน ชาญวีรกูล” รัฐมนตรีสาธารณสุข ที่เดินหน้าเรื่องนี้อย่างเต็มที่ประกาศชัดเจนว่า หากมีการเลื่อนออกไปทางเดียวก็คือ“ลาออก”...มาแบบเปรี้ยงปร้างสะท้านการเมืองกันเลยทีเดียวต้องบอกว่าก่อนจะมาถึงจุดนี้นั้นทั้ง 3 รัฐมนตรี รวมถึง 1 รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯที่เดินงานอย่างเต็มตัวในการผลักดันในจำนวน 3 รัฐมนตรีนั้น กระทรวงหนึ่งดันเต็มที่ อีก 2 กระทรวงไม่ค่อยชัดถ้อยชัดคำเท่าใดนัก นี่ก็พอจะมองออกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวที่ระบุว่ามีความเคลื่อนไหวในทางลับว่าบริษัทที่ผลิตสารขายทั้งในและนอกประเทศพยายาม “ล็อบบี้” เพื่อไม่ให้แบนทั้ง 3 สาร เพราะผลประโยชน์มหาศาลจนลืมๆกันว่าอาจจะมี “วาระพิเศษ” เกิดขึ้นแน่?การขับเคลื่อนเรื่องนี้แน่นอนว่าอยู่ในกระแสความต้องการของประชาชน เริ่มต้นจึงผ่านพ้นไปได้ เพราะได้คะแนนนิยมแต่พอเข้าสู่สนามจริงก็เลยรู้กันว่าการบริหารจัดการเรื่องนี้ไม่เป็น “เอกภาพ” ต่างคนต่างทำ ไม่ได้วางแผน ไม่ได้มีข้อมูลพื้นฐาน ไม่ได้รู้ว่าจะเกิดปัญหาอะไรตามมาเป็นการบริหารแบบเด็กเล่นขายของไม่มีผิดก็อย่างว่าแหละ...เมื่อต่างคนต่างพรรคก็หวังได้ความนิยมทางการเมือง ยิ่งเป็นเรื่องผลประโยชน์ล่อใจอย่างนี้ก็เลยเละตุ้มเป๊ะทางลงของรัฐมนตรีที่ร่ำๆจะลาออกก็เลยต้องหาทางออก โทษกรมวิชาการเกษตรไปโน่นเรื่องนี้คงต้องว่ากันอีกยาวเพื่อซื้อเวลา สุดท้ายก็ต้องเลิกแบน.“สายล่อฟ้า”