เนื่องในโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าถวายสักการะ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ได้ประทานพระโอวาทบางตอน ความว่า ขอให้หมั่นฝึกอบรมตน ให้มีสติระลึกรู้ เป็นเครื่องกำกับการกระทำทางกาย ละวาจา อยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเหลิงอำนาจ หรือหลงอำนาจ จนนำไปสู่การกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ข้อความอีกตอนหนึ่งของพระโอวาทกล่าวว่า ขอให้ทุกท่านมีสติสำนึกรู้ไว้เสมอว่า ความชอบด้วยกฎหมาย และความชอบธรรมแห่งฐานะที่ดำรงอยู่ คืออำนาจที่แท้จริง อำนาจไม่อาจเกิดได้โดยชอบ หากไม่มีรากฐานจากคุณธรรมหวังว่าคณะรัฐมนตรี รวมทั้งนักการเมืองทั้งหลาย จะได้น้อมนำพระโอวาทไปประพฤติปฏิบัติด้วยการตั้งสติให้มั่น ไม่หลงระเริงในอำนาจ อันจะนำไปสู่การกระทำที่มิชอบด้วยอำนาจหน้าที่ เช่นการทุจริตต่อหน้าที่ หรือการแสวงประโยชน์โดยมิชอบแต่ต้องยึดมั่นในคำสัตย์ปฏิญาณที่ว่า “จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต...”การเหลิงอำนาจอาจเกิดขึ้นได้ในหมู่นักการเมือง โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย นักปราชญ์ทางรัฐศาสตร์บางท่านกล่าวว่าอำนาจมักทำให้คนเหลิง อำนาจเด็ดขาด ทำให้เหลิงแบบหัวปักหัวปํานักปราชญ์บางคนกล่าวว่าผู้มีอำนาจมักจะลุแก่อำนาจ การป้องกันการลุแก่อำนาจที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการใช้อำนาจยับยั้งอำนาจด้วยกัน แนว ความคิดนี้กลายเป็นที่มาของทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจ การตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ ระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยแต่การตรวจสอบถ่วงดุลที่แท้จริงจะมีได้ก็แต่ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่มีกลไกในการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ มีระบบตรวจสอบที่ยึดหลักความโปร่งใส ตรงไปตรงมา รวมทั้งหลักนิติธรรม ยึดถือกฎหมายเป็นใหญ่ไม่ใช่การปกครองที่คนเป็นใหญ่ บางคนอยู่เหนือกฎหมาย เหมือนที่เกิดขึ้นซ้ำซากในประเทศไทยประเทศไทยเพิ่งจะผ่านพ้นการปกครองที่ไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจที่แท้จริง ที่ครอบงำประเทศอยู่นานกว่า 5 ปี และเพิ่งจะฟื้นฟูระบบการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจขึ้นใหม่ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 แต่ต้องจับตามองให้ดี อย่าให้มีการกระทำใดๆที่จะทำให้กลไกตรวจสอบเสื่อมประสิทธิภาพ เช่นการตั้งพวกพ้องไปคุมองค์กรตรวจสอบ.