การกวาดล้างผู้อพยพในสหรัฐฯตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มทำอย่างจริงจังเมื่อ 15 กรกฎาคม 2562 โดนกันหนักทั้งซานฟรานซิสโก ลอสแอนเจลิส ฮิวส์ตัน เดนเวอร์ ไมอามี นิวออร์ลีนส์ นิวยอร์ก บัลติมอร์ ชิคาโก และแอตแลนตาเขียนถึงการกวาดล้างก็นึกถึง Great Purge ที่หมายถึง การกวาดล้างครั้งใหญ่ของโจเซฟ วิสซารีโอโนวิช สตาลิน ซึ่งเอะอะอะไรขึ้นมาก็กวาดล้าง ค.ศ.1934 สตาลินเริ่มนโยบายกวาดล้างครั้งใหญ่เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมืองโดยสั่งให้สร้างค่ายกักกันแรงงานใหม่หลายแห่งเพื่อใช้เป็นสถานที่ขังลืมและเป็นสถานที่ที่ใช้ฆ่านักโทษที่เป็นศัตรูของประชาชนสตาลินสั่งให้ตำรวจลับเชกาไปจับบุคคลที่เป็นศัตรูของรัฐบาลโซเวียตโดยไม่มีการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม ตอนนั้นคนโซเวียตกลัวกันมาก ใครทำผิดใจพวกเจ้าหน้าที่รัฐ ก็โดนข้อหาเป็นศัตรูรัฐบาลโซเวียตและโดนจับไปค่ายกักกันแรงงาน ในเวลาไม่ถึง 10 ปี ค่ายกักกันทั่วสหภาพโซเวียตมีมากกว่า 190 แห่ง มีนักโทษมากกว่า 12 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่มีความผิดแต่ถูกใส่ร้ายป้ายสีทางการเมืองกว่า 6 ล้านคนตายเพราะความอดอยากและทำงานหนักโดยไม่มีการพักผ่อน คนไหนขี้เกียจก็ถูกสุนัขที่ใช้ให้ไปรุมกัดจนตาย นักโทษเหล่านี้ถูกใช้ให้ทำโครงการต่างๆ เช่น โครงการขุดคลองเชื่อมระหว่างทะเลขาวกับทะเลบอลติก โครงการขุดเจาะบ่อน้ำมัน เหมืองถ่านหิน เหมืองทอง ฯลฯสมัยนาซีเข้ามารุกรานโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่ 2 พอรบชนะทหารโซเวียตที่ไหนก็ให้แผ่นดินแถบนั้นเป็นอิสระ พอโซเวียตชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 สตาลินก็กวาดล้างเอาคนที่เคยเป็นอิสระเหล่านี้จำนวนหลายล้านคนเข้าค่ายกักกันแรงงาน ใช้แรงงานฟรีได้อีกเป็นล้าน ค่ายกักกันแรงงานจึงเกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหงของประเทศเกือบ 30 ปีก่อนหน้านั้น พอปฏิวัติล้มพระเจ้าซาร์ได้แล้ว รัฐบาลโซเวียตก็กวาดล้างนักการเมืองไปเข้าค่ายกักกันแรงงานเพื่อโดดเดี่ยวจากประชาชน หลังจากนั้นก็กวาดล้างชาวนา พวกเคร่งศาสนาและชนกลุ่มน้อย ไปเข้าค่ายกักกันแรงงาน ได้ทั้งกำจัดศัตรูทางการเมือง ได้ทั้งแรงงาน ค่ายกักกันส่วนใหญ่ตั้งในดินแดนแสนไกล โน่นครับ แถวอาร์กติก ไซบีเรียเหนือ ฯลฯพอสตาลินได้ขึ้นเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต แกก็ใช้ค่ายกักกันแรงงานเป็นเครื่องมือในการกวาดล้างประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับแก นักโทษการเมืองได้รับอภิสิทธิ์ไม่ต้องใช้แรงงาน แต่ต้องเข้าโรงเรียนอบรมการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงความคิด นักการเมืองคนไหนที่กลับมายอมรับอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ก็จะได้รับอิสรภาพยุคของสตาลิน คนกลัวหน่วยตำรวจลับหรือเชกากันมาก เพราะพวกนี้เป็นคนชี้ว่าใครเป็นศัตรูของรัฐและประชาชน ระยะหลังพวกที่เข้าไปอยู่ในค่ายกักกันแรงงานต้องทำงานถึงวันละ 16 ชั่วโมง ในบรรดานักโทษจะมีสายสืบปะปนอยู่เพื่อคอยจับผิดความเคลื่อนไหวของนักโทษ ผู้คุมมีสิทธิฆ่านักโทษได้ในกรณีที่มีการต่อสู้เมื่อสตาลินตาย นิกิตา เซรเกเยวิช ครุชชอฟ มาเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตแทน แกกล่าวสุนทรพจน์ลับประณามสตาลิน และรื้อถอนค่ายกักกันแรงงานทั่วประเทศ นักโทษที่เหลือประมาณครึ่งหนึ่งหรือมากกว่า 8 ล้านคน ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระปัญญาชนและนักเขียนที่เคยเป็นนักโทษได้ออกมาเขียนเรื่องราวในค่ายกักกันเป็นจำนวนมาก หลัง พ.ศ.2503 เป็นต้นมา ก็เลยเกิดกระแสวรรณกรรมค่ายกักกัน เขียนถึงความเหี้ยมโหดของสตาลิน บางคนเขียนดีจนได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม นวนิยายดีๆ เรื่องสั้นที่อ่านแล้วประทับใจจนต้องร้องไห้เกิดในช่วงกระแสวรรณกรรมค่ายกักกันเป็นจำนวนมากเดี๋ยวนี้คนไม่ค่อยอ่านเรื่องสั้นหรือนวนิยายชีวิตทุกข์ยากกันแล้ว แต่เรื่องราวของนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการกวาดล้างผู้อพยพของทรัมป์ มนุษย์สามารถรับรู้ได้จากโซเชียลมีเดีย ทรัมป์น่ะแก่แล้ว อีกไม่นานก็ตายกลายเป็นผี ไม่รู้ว่าคนรุ่นหลังจะเขียนหรือพูดถึงทรัมป์เหมือนสตาลินหรือไม่.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com