โฟกัส “ประยุทธ์ภาค 2”เดินหน้ารัฐบาลเรือเหล็กรอมา 108 วันเต็ม ที่สุดก็ได้ยลโฉม ครม.ชุดใหม่วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2562 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกรัฐมนตรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เป็น รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็น รมว.กลาโหม อีกตำแหน่งหนึ่ง พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล เป็น รมช.กลาโหม นายอุตตม สาวนายน เป็น รมว.คลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็น รมช.คลังนายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็น รมว.ต่างประเทศ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็น รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็น รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็น รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็น รมว.คมนาคม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ เป็น รมช.คมนาคม นายถาวร เสนเนียม เป็น รมช.คมนาคมนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายวราวุธ ศิลปอาชา เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็น รมว.พลังงาน นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เป็น รมช.พาณิชย์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น รมว.มหาดไทย นายนิพนธ์ บุญญามณี เป็น รมช.มหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็น รมช.มหาดไทยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็น รมว.ยุติธรรม ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เป็น รมว.แรงงาน นายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็น รมว.วัฒนธรรม นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เป็น รมว.ศึกษาธิการ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็น รมช.ศึกษาธิการ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ เป็น รมช.ศึกษาธิการ นายสาธิต ปิตุเตชะ เป็น รมช.สาธารณสุข นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.อุตสาหกรรม36 คน 39 ตำแหน่ง รัฐบาล “ประยุทธ์ ภาค 2” ส่วนใหญ่ไม่ได้ผิดไปจากที่สื่อมวลชนรายงาน คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ จะมีเซอร์ไพรส์ก็คือรายของ ร.อ.ธรรมนัส ที่ไปนั่ง รมช.เกษตรฯ จากที่มีข่าวจะนั่ง รมว.แรงงาน ขณะที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล ได้นั่งเป็น รมว.แรงงาน จากโผที่สื่อคาดการณ์จะนั่งเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯโดย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนจัดการโยกย้ายสลับโผเอง ไม่มีใครรู้เท่าที่ดู “บิ๊กตู่” จัด ครม.แยกตามยุทธศาสตร์ ความไว้วางใจ ภารกิจ และเงื่อนไขสถานการณ์เปลี่ยนจากอำนาจพิเศษเป็นอำนาจผ่านการเลือกตั้ง ต้องทำงานเป็นทีมกับนักการเมือง โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลโฟกัสแรกอยู่ที่ “แกนหลัก” อำนาจพี่น้อง “3 ป” ยังอยู่กันครบหน้าครบตา แม้ “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตร จะเหลือแค่เก้าอี้รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ก็เป็น “น้องเล็ก” อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ที่ถ่างขาไปควบ รมว.กลาโหมเอง ขณะที่ “พี่รอง” อย่าง พล.อ.อนุพงษ์ ยังหนึบอยู่ที่ รมว.มหาดไทยขุมอำนาจความมั่นคงของ “ประยุทธ์ ภาค 2” ยังแน่นปึ้กตามสายสัมพันธ์ที่โยงกับกองทัพภายใต้การนำของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ในฐานะน้องรักสายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์และจุดที่ชัดเจนก็คือ ยังไง “บิ๊กตู่” ก็ขาด “พี่ใหญ่-พี่รอง” ไม่ได้โดยเฉพาะในรายของ พล.อ.ประวิตร ก็ยังต้องทำหน้าที่ด่านหน้ารับแรงกระแทก เปรียบดั่ง “โคลนตม” ที่เป็นปุ๋ยบำรุงให้ “น้องเล็ก” เป็นดอกบัวที่เบ่งบานบริสุทธิ์ผุดผ่องหนุนส่งกันมาตั้งแต่อยู่บ้านพักในค่ายทหารยังไงก็เป็นอยู่อย่างนั้นอีกจุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้ความสำคัญมากก็คือ การบริหารเนื้องานด้านเศรษฐกิจที่เป็นจุดที่ไวต่อความรู้สึกของผู้คนในสังคม ปัจจัยความพอใจหรือไม่พอใจรัฐบาลตามเงื่อนไขที่แรงเสียดทานจากต่างประเทศน้อยลงไปจากสถานะรัฐบาลคณะปฏิวัติ มาเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งตามกติกาประชาธิปไตย แต่นั่นก็ต้องเจอกับปัญหาใหม่ เมื่อกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญอย่างคมนาคม พาณิชย์ เกษตรฯ การท่องเที่ยว ตกไปอยู่กับพรรคร่วมรัฐบาลคือประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทยแนวโน้มยากตีธงไปในทิศทางเดียวกันเหมือนตอน “ประยุทธ์ ภาค 1”อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังไว้วางใจนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ที่ร่วมกันฉุดกระชากลากถูตัวเลขเศรษฐกิจที่ติดลบจากวิกฤติการเมือง จนตัวเลขจีดีพีกลับมาติดลมบนกัปตันทีมเศรษฐกิจคนเดิมนั่งแท่นคุม “ห้องเครื่อง” เรือเหล็กต่อไปและหลังโปรดเกล้าฯ ครม. นายสมคิดออกตัวเลยว่า ไม่คิดว่าตัวเองเป็นรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจเพราะมีรองนายกฯที่กระจายงานกันรับผิดชอบแต่ละกระทรวง โดยที่ตนเองไม่มีพรรค มีแต่พวก ไม่มีทีม มีแต่น้องที่รู้จักกันหมด เคยร่วมงานกันมา ทุกพรรคมีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการนำพาประเทศเข้มแข็ง มีความสามารถในการแข่งขันสูง โดยเฉพาะการทำให้ประชาชนฐานรากแข็งแรง จึงไม่น่ามีปัญหาในการร่วมงานมองโลกแง่ดี กลบสถานการณ์แง่ร้ายไว้ก่อนขณะที่โฟกัสทีมงานสายตรงและสายอ้อมของนายสมคิด อย่างนายอุตตม ที่คุมคลัง นายสนธิรัตน์ นั่ง รมว.พลังงาน นายสุวิทย์เป็น รมว.การอุดมศึกษาฯ รวมถึงนายสุริยะ ที่นั่งแท่น รมว.อุตสาหกรรมเอื้อต่อมุมถนัดของ “สมคิด” ที่เชี่ยวชาญการวางหมากเศรษฐกิจภาพรวมเชิงมหภาค โดยเฉพาะการอัดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการประชารัฐ บัตรคนจน สวัสดิการแห่งรัฐสำคัญสุดก็คือเมกะโปรเจกต์เรือธง ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ติดโบแดงรอได้เลยส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ที่นายจุรินทร์นั่งแท่น รมว.พาณิชย์ กับนายเฉลิมชัยยึดแป้น รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็รับผิดชอบภาวะปากท้องของประชาชนโดยตรงตามสถานะของผู้แทนฯที่สัมผัสตรงกับเกษตรกร ชาวบ้านฐานราก ขณะที่พรรคภูมิใจไทย นายศักดิ์สยาม คุมกระทรวงคมนาคม ดูแลงานเชิงโครงสร้างเมกะโปรเจกต์ต่อเนื่องของโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ ฯลฯงานถนัด ตรงตามสเปกที่แกนนำพรรคเป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาใหญ่ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ แยกการสร้างเนื้องานกันได้ชัดๆ ประชาชนสามารถโฟกัสได้ตรงจุด ด่าหรือชมได้ตรงตัว พรรคไหน ใครดูแลกระทรวงอะไร ต้องรับทั้งชอบและรับทั้งผิดไปตามฝีมือและผลงานเลี่ยงเหลี่ยมทับซ้อน จังหวะขัดขากันอีกมุมที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้ความสำคัญก็คือการประคองเกมถ่วงดุลอำนาจการเมืองภายในพรรค โฟกัสจากการให้จัดสรรตำแหน่งให้แกนนำ กปปส.อย่างนายณัฏฐพล เป็น รมว.ศึกษาธิการ และนายพุทธิพงษ์ เป็น รมว.ดิจิทัลฯ ฟาดไป 2 กระทรวงใหญ่ ทั้งๆที่แทบไม่มี ส.ส.ในสังกัดแต่อาศัยเคลมทีมผู้แทนฯ กทม.และต่อสายดีลตรงฝ่าย “เสธ.ตึกไทย”มันเป็นอะไรที่เห็นได้ชัด กับสถานะของ “เด็กเส้น” ที่ “บิ๊กตู่” ปั้นมาเป็นกองกำลังในสังกัด เพื่อคานกับทีม “สามมิตร” ภายใต้การนำของนายสุริยะและนายสมศักดิ์ ไม่ให้มีพลังต่อรองมากเกินไปขณะเดียวกัน ก็เป็นการเลือกมืออาชีพตามภารกิจเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ยังใช้บริการนายวิษณุเป็นรองนายกฯ มือกฎหมายรัฐบาล และรั้งนายดอนนั่งแท่น รมว.ต่างประเทศ เพราะผลงานเด่นชัดมากในรัฐบาลที่ผ่านมาสุดท้ายตามสไตล์ทหาร พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องปูนบำเหน็จให้คนทำผลงานจนรบชนะ นั่นคือกรณีของ ร.อ.ธรรมนัส ที่ติดโผมาแบบเซอร์ไพรส์ แต่จริงๆไม่ได้น่าแปลกใจแต่อย่างใดเพราะถึงแม้ภาพเทาๆแต่เทียบกับบท “ขุนอาสา” มืองานทะลุทะลวง การวางตัว “ผู้กองธรรมนัส” เป็น รมช.เกษตรฯ ในฐานะผู้กว้างขวางในวงการ ระดับ “มาเฟียเรียกพี่” มันตรงกับโจทย์งานการเคลียร์ม็อบเกษตรกรรวมถึงเป็นหูเป็นตา ส่ง “ธรรมนัส” เข้าไปกั๊กเสือสิงห์ในดงผลประโยชน์สร้างโปรไฟล์ล้างภาพหมองๆในอดีตสรุปภาพรวม ครม. “ประยุทธ์ ภาค 2” ไม่หล่อ แต่ก็ไม่ยี้จนรับไม่ได้ จัดแบบมีเหตุผลที่มาที่ไป“ดีสุด” ภายใต้ไฟต์บังคับ รัฐบาลผสม 19 พรรค “เสียงปริ่มน้ำ”และจุดสำคัญ หลังการนำ ครม.ถวายสัตย์ฯ สถานะผู้นำอำนาจพิเศษของ พล.อ.ประยุทธ์จะสลายไปโดยอัตโนมัติ ดาบอาญาสิทธิ์ มาตรา 44 จะไม่มีสิทธิ์ใช้อีกต่อไปแปรสภาพเป็น “นายกฯเลือกตั้ง” ตามกติกาประชาธิปไตย“ไต้ก๋งเรือแป๊ะ” เป็น “กัปตันเรือเหล็ก”โจทย์ใหญ่อันดับแรกเลยก็คือ การปรับโหมด ลดโทนภาพนายกฯท็อปบูต สลายคราบไคลจากวาทกรรมที่ฝ่ายต่อต้าน คสช. ขั้วอำนาจตรงข้าม“ปักหมุดผู้นำเผด็จการ”พิสูจน์นายกฯเลือกตั้งก็บริหารอำนาจได้ในบท “นายกฯลุงตู่” คนเดิมและก็ยังต้องเข้มเหมือนเดิม “จุดตาย” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องระวังอันตราย ปมทุจริตคอร์รัปชัน ยุคโซเชียลมีเดียหูตาเป็นสับปะรด กฎหมายปราบโกงเข้มข้น โทษรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิตทางการเมืองที่สำคัญรัฐบาลเลือกตั้ง ไม่มีภูมิคุ้มกันเหมือนรัฐบาลทหารถ้าติดเชื้อ “บาดทะยักโกง” เสี่ยงตายคาสภาภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่ยกระดับเกมท้าทาย แนวรบกองทัพสีส้ม ทีมอนาคตใหม่สลับฉากมาแทนที่กองทัพแดงของ “ทักษิณ” เดินหมากโค่นกระดานอำนาจทั้งในสภาและนอกสภาอย่าว่าแต่ “ฮันนีมูน” รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำไม่มีเวลาแม้แต่ “รำมวย” ไหว้ครู.“ทีมการเมือง”