“แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งไม่ได้” เป็นสุภาษิตไทยที่เป็นสากล ดังกรณีนายราหุล คานธี ทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูลนักการเมือง “เนห์รู-คานธี” อันยิ่งใหญ่ของอินเดีย ซึ่งเคยถูกมองว่ามีสิทธิ์ได้เป็นผู้นำประเทศ แต่เส้นทางการเมืองไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จนต้องลาออกจากตำแหน่งประธานหรือหัวหน้าพรรค “คองเกรส” ฝ่ายค้านหลัก เมื่อ 3 ก.ค.ที่ผ่านมาราหุล วัย 49 ปี ระบุว่าลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ “โลกสภา” ในช่วง7 เม.ย.-12 พ.ค. เพราะพรรคคองเกรสอันเก่าแก่อายุ 133 ปี ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่อินเดียยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ได้ ส.ส.แค่ 52 ที่นั่ง จากทั้งหมด 543 ที่นั่ง แม้จะมากกว่าการเลือกตั้งเมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งได้ ส.ส. 44 ที่นั่ง แต่ยังถือว่าเป็นความล้มเหลวที่น่าอับอายราหุลยังแพ้การเลือกตั้ง ส.ส.ในเขตอาเมธี ฐานเสียงของตระกูลเนห์รู-คานธีด้วย แต่ยังดีที่ชนะในเขตเลือกตั้งอีกเขตในรัฐเกรละทางภาคใต้ ทำให้ยังได้เป็น ส.ส.อยู่ ขณะที่พรรคชาตินิยมฮินดู “ภารติยะ ชนตะ” (บีเจพี) พรรครัฐบาล ของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี คว้าชัยชนะถล่มทลายเกินคาด แม้โมดีและบีเจพีถูกกล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย และทำให้สถาบันหลักต่างๆของประเทศอ่อนแอลง ถอดใจ–นายราหุล คานธี (คนกลาง) ถูกสื่อมวลชนรุมล้อมขณะไปขึ้นศาลนครมุมไบเมื่อ 4 ก.ค. หลังถูกฟ้องในคดีหมิ่นประมาท หลังจากเขาประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคคองเกรส ฝ่ายค้านหลักของอินเดีย เมื่อ 3 ก.ค.ในจดหมายลาออก ราหุลชี้แจงว่าไม่ได้โกรธเกลียดพรรคบีเจพี แต่ไม่เห็นด้วยอย่างที่สุดต่อวิธีคิดและแนวทางของโมดีและบีเจพี ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความแตกต่างและเกลียดชัง ขณะที่นายโมติลาล วอรา นักการเมืองอาวุโสผู้คร่ำหวอด ถูกชูขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคคองเกรสแทนชั่วคราวจนกว่าจะหาผู้นำใหม่ที่เหมาะสมได้ตระกูลเนห์รู-คานธี เคยได้เป็นนายกรัฐมนตรีอินเดียแล้ว 3 คน คือนายยวาหระราล เนห์รู นายกฯคนแรกของอินเดียหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ นางอินทิรา คานธี ลูกสาวของเนห์รู และนายราชีฟ คานธี ลูกชายของนางอินทิรา ซึ่งเป็นคุณทวด คุณย่า และบิดาของราหุลตามลำดับราหุลเกิดเมื่อ 19 มิ.ย.2513 เป็นลูกชายอดีตนายกฯราชีฟและนางโซเนีย คานธี ซึ่งมีเชื้อสายอิตาลี เขาถือกำเนิดขณะที่นางอินทิราเป็นนายกฯ ต่อมานางอินทิราถูกองครักษ์ชาวซิกห์ยิงตายในปี 2527 จากนั้นนายราชีฟลูกชายก็ได้เป็นนายกฯ แต่ราชีฟก็ถูกลอบสังหารโดยมือระเบิดพลีชีพชาวทมิฬในปี 2534 ขณะราหุลอายุได้ 20 ปีราหุลเคยไปเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดในสหรัฐฯ แต่แค่ 1 ปีก็ลาออกหลังบิดาเสียชีวิต จากนั้นเขาไปเรียนต่อจบปริญญาตรีที่โรลลินส์ คอลเลจ ในรัฐฟลอริดาในสหรัฐฯ และจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษ ขณะอายุ 20 ปีเศษราหุลอาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการหลังนายราชีฟเสียชีวิต นางโซเนียภริยาม่ายของราชีฟก็ขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคคองเกรสแทนสามีในปี 2542 ก่อนส่งมอบตำแหน่งหัวหน้าพรรคให้ราหุลลูกชายคนโตในปี 2560ในช่วงที่นางโซเนียเป็นผู้นำพรรค ราหุลเป็นผู้วางแผนหาเสียงเลือกตั้งให้พรรคคองเกรส แต่การเลือกตั้งปี 2557 พรรคคองเกรสแพ้พรรคบีเจพีของโมดียับเยิน จากนั้นราหุลก็พยายามฟื้นฟูพรรค โดยพยายามเข้าถึงชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมซึ่งรู้สึกว่าถูกโมดีทอดทิ้ง ราหุลยังย้ำว่ายึดมั่นในการแยกการเมืองจากศาสนา ในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อ ธ.ค.2561 พรรคคองเกรสชนะใน 3 รัฐ ทำให้ราหุลถูกจับตามองว่ามีสิทธิ์ได้เป็นนายกฯอินเดียคนต่อไปในการโฆษณาหาเสียง ราหุลพยายามช่วยชาวไร่ชาวนาผู้ยากจน และยังชูนโยบายแนวสังคมนิยมซึ่งพรรคคองเกรสยึดถือมานาน รวมทั้งประกาศจะยุติปัญหาความยากจนสุดขีดในอินเดียให้ได้ภายในปี 2073 และจะโอนเงินสดช่วยคนยากจนกว่า 50 ล้านครอบครัวราหุลยังโจมตีโมดีว่าล้มเหลวในการสร้างงานและช่วยเกษตรกรที่ยากจน อีกทั้งมีสายสัมพันธ์กับเหล่านักธุรกิจมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวย และมีปัญหาคอร์รัปชันในการจัดซื้อฝูงเครื่องบินรบ “ราฟาล” ของฝรั่งเศสส่วนโมดีก็ใช้เรื่องชาติตระกูลของราหุลเป็นอาวุธเด็ด โจมตีว่าราหุลเป็นลูกผู้ดี ถูกเลี้ยงดูเฉกเช่น “มกุฎราชกุมาร” (ชาห์ซาดา) ต่างกับโมดีที่เป็น “ลูกของแผ่นดิน” ทีมงานของโมดียังชนะการทำสงครามทางโซเชียลมีเดีย ทำให้การโจมตีของราหุลไม่ได้ผล แต่โมดีกลับ “ได้ใจ” ประชาชนมากกว่า ทำให้ชนะเลือกตั้งอีกสมัย ขัดตาทัพ–นายโมติลาล วอรา นักการเมืองอาวุโส ให้สัมภาษณ์ที่บ้านพักในกรุงนิวเดลี เมื่อ 3 ก.ค. หลังได้ขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคคองเกรสคนใหม่ชั่วคราว แทนนายราหุล คานธี ที่ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบที่นำพรรคพ่ายแพ้การเลือกตั้งสิ่งหนึ่งที่อาจทำให้ภาพลักษณ์ของราหุลไม่ดีนัก ก็คือข้อมูลจากเอกอัครราชทูตของสหรัฐฯในอินเดียที่ส่งถึงรัฐบาลสหรัฐฯ ที่รั่วไหลออกมาในปี 2550 ซึ่งชี้ว่าราหุล “มีแต่เปลือก” ไม่ใช่คนเก่งกาจอะไรนักแม้ราหุลยังมีสิทธิ์กลับมาเล่นการเมืองและเป็นนายกฯในอนาคต แต่โอกาสคงมีน้อย ส่วนนักวิเคราะห์ชี้ว่าสาเหตุความล้มเหลวส่วนหนึ่งมาจากการที่เขายังยึดติดแนวทาง “สังคมนิยม” ของนางอินทิรา คานธี โดยไม่รู้ซึ้งว่าประชาชน รวมทั้งคนยากจนในอินเดียยุคนี้เปลี่ยนไปแล้วชาวอินเดียยุคใหม่อาจต้องการผู้นำที่เก่งกาจ กล้าคิดกล้าทำมากกว่านี้!บวร โทศรีแก้ว