ฝ่าบททดสอบมากมายกว่าจะก้าวสู่การเป็น “มืออาชีพ” ยืนหยัดแถวหน้า “วงการบันเทิง” สำหรับป๋อ–ณัฐวุฒิ สกิดใจ พระเอก–พิธีกรหนุ่มหล่อเข้มแบบมีสไตล์ เพราะ “คุณภาพ” ทุกงานที่ได้รับ “ป๋อ” ไม่เคยทำให้ผิดหวัง เช่นเดียวกับการเป็นพิธีกรรายการ “เลขระทึกโลก” ทางช่อง 3 และช่อง 33 สามารถเข้าชิงรางวัลเกมโชว์ยอดเยี่ยม บนเวที “นาฏราชครั้งที่ 10” ได้สำเร็จ ส่วนหน้าที่สามีไม่ขาดตกบกพร่อง จนหลายๆคนอิจฉาอดีตนางร้ายแสนสวย เอ๋–พรทิพย์ ภรรยาคู่ใจ ยิ่งเป็น “มนุษย์พ่อ” ของ 2 หนุ่ม น้องภูดิศ และน้องเภา ผู้ชาย คนนี้ก็ทำได้ดีจนกลายเป็นครอบครัวอบอุ่นมีแต่เสียงชื่นชม งานนี้หนุ่มป๋อ เปิดใจแบบไม่กั๊กกว่าจะเป็นทุกวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ใน “คนดังนั่งคุย”พูดถึงรายการ เลขระทึกโลก ซีซัน 2 ก่อน เป็นไงบ้าง“เลขระทึกโลกซีซัน 2 แล้วนะครับ ในซีซันแรกเนี่ยเราใช้คำว่าเดอะเบสออฟออนเลขระทึกโลก แต่ในซีซันนี้เราอยากให้ทุกท่านจำได้ง่ายและสั้นๆ แล้วก็จำได้ไวที่สุด เพราะฉะนั้น เราใช้แค่ชื่อว่า เลขระทึกโลก ซึ่งซีซันนี้ต้องบอกว่ากติกาก็ง่ายขึ้น เล่นง่ายขึ้นเราปรับโดยการที่ใช้คอนเซปต์ว่าถ้าตอบได้ใกล้และไวที่สุดรับเงินไปเลย ไม่ต้องมีค่าเฉลี่ยแล้ว ซึ่งต่างในซีซันที่แล้วต้องมีค่าเฉลี่ยของคนดูก่อน แล้วค่อยมาแข่งกับดารา แต่นี่ไม่แล้ว คนดูคนไหนตอบได้ใกล้ที่สุดรับสตางค์ไปเลย”ฟีดแบ็กมันเป็นยังไงบ้าง “ถือว่าดีทุกคนพอใจ ทางบริษัทก็แฮปปี้ เราดูฟีดแบ็กทางโซเชียลต่างๆ เพราะว่าเราเป็นรายการที่ไม่ได้จ้างตัวประกอบหรือคนมานั่ง ลักษณะรายการของเราคือต้องให้คนทางบ้านสมัครเข้ามา คือเต็มใจสมัครใจเข้ามาเล่นเองฉะนั้นในซีซันแรกก็เต็มตลอด เราถือว่าเราพอใจในระดับของการตอบรับของคนที่มาร่วมเล่นเกม ในส่วนของดาราเองก็ไลน์มาส่วนตัวเลยว่าขอมาเล่นอีกได้ไหม ก็ต้องบอกว่าเป็นรายการที่มีซุปเปอร์สตาร์มาร่วมเล่นเกมเยอะมากเลยทีเดียวครับ”ตอนนี้ติดใจความเป็นพิธีกรมากแค่ไหน?“อย่างตอนเราบันทึกเทป เราใช้เวลาเฉลี่ยเกือบ 3 ชั่วโมงที่อยู่บนเวทีในคำถามทั้ง 6 ข้อ ซึ่งเหนื่อยยิ่งกว่าเล่นละครซะอีก เพราะว่าพูดอยู่คนเดียวตลอดเวลา ซีซันที่แล้วตาแตกเลย เส้นเลือดในตาแตกเลย เพราะหนึ่งมันมาจากความเครียดข้างในและเราต้องทำงานหลายอย่างนะ เราต้องบอกก่อนว่าในการทำพิธีกรครั้งนี้ของเรา เราต้องใส่หูข้างหนึ่ง คือเราต้องฟังเสียงจากคนคอนโทรล เราจะเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ถือสคริปต์ในมือ เราจะต้องรู้หมดเลยว่าที่นั่งแถวที่ 8 ชื่อคุณอะไร แล้วไหนจะต้องดาราด้านหลังอีก แล้วไหนจะคุณผู้ชมอีก 800 คนข้างหน้าคือผมจะต้องทำงานอีก ไหนจะสมาธิส่วนตัว ไหนจะเรียงลำดับคำพูดของตัวเราอีก บางทีเรากำลังพูดไปเฮดโฟนมันก็พูดสวนกลับมา ซึ่งมันมีหลายฟังก์ชันมาก มันยากกว่าการถือสคริปต์มากมาย และทีมงานขอเลยว่าไม่ต้องถือสคริปต์เพราะว่าอยากให้พิธีกรมีลุคที่ดีที่สุดเท่าที่เขาอยากจะให้มีเลย” ได้ข่าวถึงขึ้นไปเรียนการเป็นพิธีกรกันเลย?“ตอนแรกเราก็คิดว่าไม่จำเป็น เพราะเราเป็นนักแสดงอยู่แล้ว เราก็รู้เรื่องการออกเสียง แต่เขาก็บอกว่าบางทีการที่เราเผลอ เราต้องพยายามควบคุมให้มันเป็นธรรมชาติตลอดเวลา สมมติเรามองพี่ตา-ปัญญา ว่าเขาทำได้ไงไม่รู้ เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าพี่ตาทำเสียงแบบนั้นได้โดยไม่เจ็บคอ ซึ่งมันเป็นเอกลักษณ์ไปแล้ว เราเองก็ทำไม่ได้ คือเรายังแอบดูอยู่เลยว่าพี่ตาทำยังไง ทำไมไม่เจ็บคอบ้างเลย อาจจะเป็นธรรมชาติเนื้อเสียงของพี่เขาเป็นอย่างนั้น เพราะอย่างตอนเล่นละครก็ไม่มีปัญหาแบบนี้เลย เวลาเล่นละคร มีเวลาพัก ซีนนึงใช้เวลาประมาณไม่ถึง 5 นาที เพราะกว่าจะเตรียม กว่าจะเซตฉาก เวลาซ้อมเราก็ไม่ได้ตะโกนจริง เราอาจจะใช้เสียงที่ดังขึ้นมาหน่อย แต่มันไม่ได้ใช้ระยะเวลานาน คนที่เขาเป็นพิธีกร เราชื่นชมจริงๆ โดยเฉพาะพิธีกรเกมโชว์ แต่ละท่านนี่ระดับเซียนๆ เก่งมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเอนเตอร์เทน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเซฟพลังงานของตัวเองให้ได้อยู่ตลอดทั้งเกม แล้วเร่งพลังงาน บิวต์คนอยู่เรื่อยๆ จนถึงข้อสุดท้าย รวมถึงการออกเสียงการใช้เสียงมันยากจริงๆ แต่พอเราได้มาทำมันก็สนุกดี”เหมือนหลุดออกจากเซฟโซนไหม เพราะป๋อยืนยันตัวเองว่าจะเป็นนักแสดงตลอด“ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินเลยนะ แต่จะเกี่ยวกับว่าควรจะออกมาจากมันบ้าง ควรออกจากเซฟตี้โซน ซึ่งสิ่งที่ทำให้เรากล้าออกมาก็เพราะความคิดของเรานี่แหละ เราโตขึ้น อีกอย่างการแสดงมันไม่มีการอิ่มตัวหรอก เพราะว่าในแต่ละเรื่องมันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ในแง่ของความดัง เราอาจจะไม่ได้ดังไปกว่านี้อยู่แล้ว การเป็นดาราถึงวันนึงมันจะมีจุดที่ดีที่สุด แต่การรักษาระดับของคุณค่านั้น คือความยากที่สุด คุณต้องรักษาคุณค่าของตัวเองได้แค่ไหน เพราะฉะนั้นเราเชื่อ ในเรื่องนี้อยู่แล้ว การทำพิธีกรมันกลายเป็นเรื่องที่แบบออกจากเซฟตี้โซนของเรา ลองทำดูสิไม่เห็นเป็นไรเลย ถ้าทำแล้วไม่ดี เราก็ไม่ต้องทำต่อ ถ้าคนดูเขาไม่เห็นด้วยกับเราหรือเขาไม่ชอบ ก็ไม่มีคนจ้างเรา ถ้าเขาจ้างเราทำซีซันสอง แปลว่าเราทำได้ดี เราอย่าไปคิดเยอะ อย่าไปคิดมาก”จะมีนักแสดงบางคนคิดว่าต้องเล่นกับผู้จัดเดิมๆ จะได้มั่นใจและส่งเสริม โดยไม่ได้เปิดใจลองอะไรใหม่ๆ?“เราไม่เคยกลัวว่าจะต้องเล่นกับผู้จัดเฉพาะคนนี้ เพราะว่าเราไม่เคยได้เล่นกับผู้จัดเจ้าเดิมๆ เลย ถือว่ามันเป็นความโชคดีมากกว่าที่เราได้ ณ วันที่เราเข้ามาทำงาน เราไม่เคยที่จะเลือกเลยที่จะต้องเล่นกับใคร แต่สิ่งที่เราเลือกคือหนึ่งบทที่เราอยากเล่นก่อนว่าเรื่องนี้น่าสนใจ และถามว่าจำเป็นไหมกับบทพระเอกตลอดไป ถ้าเป็นเมื่อก่อน มันจะมีช่วงที่เราหวงแหนความเป็นพระเอกเหมือนกันนะ แต่พอถามว่าถึงวันนี้การยอมรับของคนมันมากขึ้นแล้ว การเปิดรับของคนมันมากขึ้น แล้วคู่สองไม่ได้แย่ไปกว่าคู่หนึ่งเลย บางทีคู่สามดังกว่าคู่หนึ่งก็ได้ ฉะนั้นต่อไปเราไม่ได้เรียกพระเอกนางเอกแล้ว ทุกคนคือนักแสดงหมด อย่างตอนย้ายมาช่อง 3 เล่นละครเรื่องแรกก็ประกบกับอั้ม-อธิชาติ มีพระเอก 2 คน ซึ่งเราก็รู้สึกว่ามันก็สนุกดี เราเริ่มเรียนรู้จากการเปลี่ยนแปลง เรียนรู้ไว้ว่ามันไม่ได้แย่ ณ วันนี้ไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร ณ วันนี้เรารับได้หมดแล้ว เราก็ไม่ต้องกลัวอะไร” ชีวิตครอบครัวตอนนี้ถือว่าลงตัว?“ชีวิตครอบครัวตอนนี้ดีมาก แฮปปี้นะเพราะปีนี้เป็นปีที่เอ๋กลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง ตอนเอ๋มีลูกเค้าอาจจะรู้สึกไม่สวย อ้วน เสียทรงไปหมด แล้วผู้หญิงความมั่นใจก็คือรูปลักษณ์นึกออกไหม เขาต้องหยุดงานไปถึง 6 ปีและที่ผ่านมา 6 ปีเขาก็หยุดไปเลย อย่างตอนนี้น้องภูอายุ 6 ขวบ รวมมีลูกจริงๆ ก็เกือบ 7 ปีด้วยซ้ำเพราะว่าตอนท้องด้วยก็ต้องหยุดงานไป นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้ทำงานเลย พอไม่ได้ทำงาน สังคมเพื่อนก็ไม่ได้เจอ แล้วก็ต้องหยุดเลี้ยงลูก สองตัวเองก็รูปร่างที่เปลี่ยนไป ฮอร์โมนแคลเซียมเคมีต่างๆ เด็กก็เอาไป หมดอารมณ์ สภาวะอารมณ์มีเยอะเพราะเรื่องราวในบ้านเรา เราก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟังไง แต่เราขอใช้ว่าความมั่นใจแล้วกันคือมันสูญเสียทุกอย่างไปหมดพอสมควร คือเราได้ลูกมาคนนึงที่น่ารักมาก เรามีครอบครัวที่มีความสุขก็จริง แต่ในนั้นก็มีความสูญเสียของคนที่เป็นแม่ ที่ต้องแลกอะไรหลายๆอย่าง แล้วงานในวงการที่ไม่ได้ทำเลย แต่เหมือนวันนี้ทุกอย่างกลับมาอยู่ในมือเขาแล้ว ได้กลับมาทำหน้าที่พิธีกรและเขาก็มีเงินซึ่งเป็นเงินของเขาเอง เขาอยากจะซื้ออะไรก็ซื้อได้ เขาไม่ต้องมานั่งเกรงใจพี่ป๋อ พอเค้ามั่นใจ มีความสุขครอบครัวมันก็มีความสุขไปด้วย ทุกวันนี้เราก็เรียนรู้กันไป เรารู้เลยว่าคำว่าลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจมันคือจริงๆ คือมันไม่มีบ้านไหนที่มันไม่มีปัญหาหรอก และมันไม่มีบ้านไหนที่มันไม่ทะเลาะกัน แต่ถ้าบ้านไหนที่ไม่ทะเลาะกันก็ถือว่าดีมากโชคดี แต่ว่าบ้านเรามันเป็นประชาธิปไตยจ๋าเต็มใบเลย เราให้สิทธิ์เอ๋แสดงความเห็นเต็มที่ เอ๋ก็ให้สิทธิ์เราแสดงความคิดเต็มที่ เราต้องพูดกันด้วยเหตุและผลจริงๆ ยืนหนึ่งไปหมดก็ยากหน่อย แต่ว่าสุดท้ายเราก็ยืนสอง แล้วก็ยอมแพ้เลือกที่จะแบบเอาตามนี้แล้วกัน”ตอนนี้เอ๋กลับมาทำงานแล้ว ป๋อจัดตารางยังไงบ้าง เพราะเห็นทุกเช้าเอ๋ก็ยังไปส่งลูก?“อะไรที่เอ๋ทำไม่ไหวบอก เราทำเองอย่าง เมื่อก่อนปกติเอ๋จะต้องเอาลูกเข้านอนทั้งสองคน แต่ตอนนี้เราก็จะเริ่มหานิทานอ่านกล่อมให้ง่วงแล้วพอเด็กง่วงๆ ก็จะถามว่าหม่ามี้ไปไหน พอดีเอ๋กินข้าวเสร็จพอดี เข้ามากล่อมเด็กแป๊บเดียว เดี๋ยวก็หลับ คือเราก็ช่วยซัพพอร์ต หรืออย่างเวลาตอนกลางคืนเด็กฉี่รดที่นอน ก็ไปช่วยเปลี่ยนผ้าปูคือเราก็กลายเป็นเหมือนพ่อบ้านคนนึงที่ช่วยทำอะไรทำได้ เราก็ทำ เราถือว่าเป็นงานที่ไม่น่ารังเกียจ เพราะมันคือบทบาทของการเป็นพ่อ ทุกบ้านต้องเป็นอย่างนี้หมด แล้วเราว่าการเสียสละ การชื่นชมเมียในโซเชียลแล้วทำให้เอ๋ได้มีความสุขด้วยซ้ำ อันนี้ไม่ได้สร้างภาพนะ แต่เราก็ชื่นชมเขาจริงๆ ว่าการเป็นภรรยามันยากนะ แล้วการเป็นแม่ยากกว่าอีก ก็ต้องชื่นชมเขา”วันนี้ถ้าให้คะแนนของความเป็นสามีของการเป็นพ่อให้ตัวเองเท่าไหร่?“ถ้าให้คะแนนความเป็นสามีเหรอ ถ้าให้คะแนนความเป็นสามีเต็ม 10 ให้สัก 7 ความเป็นพ่อก็ให้สัก 7 เหมือนกัน เพราะยังเป็นพ่อที่ไม่ได้ ดีมาก ซึ่งในอุดมคติของเราการเป็นสามีที่ดี คือต้องเข้าใจ แล้วต้องพาภรรยา พาลูกไปทิศทางที่ถูกต้องก็พยายามอยู่ในทุกๆวัน แต่มันยากมาก มันเหมือนออกเรือ มันก็ต้องเจอคลื่น เจอลมใช่ไหม มันก็เจออุปสรรคบางทีความเหนื่อย อารมณ์ และการเป็นดาราจะมีเรื่องของอารมณ์ บางทีเราไม่ได้อารมณ์ดีตลอด เราหงุดหงิด มีเสียงดัง จนบางทีลูกกลัวและเราก็รู้สึกว่า เราเป็นพ่อที่ไม่ดี เมื่อก่อนเคยตีลูก แต่ไม่ได้ตีแรงมาก แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้ตีแล้ว เราก็รู้สึกว่าวิธีนี้ไม่ได้ผล แล้วมันทำให้ลูกกลัว สิ่งที่ลงในโซเชียลคือพาร์ตที่ดี พาร์ตที่ลูกน่ารัก ชอบต้นไม้ แต่ในพาร์ตที่ไม่ดี เราก็ไม่กล้าจะด่าตัวเองในนั้น บางครั้งก็อยากจะด่าตัวเองเหมือนกัน เราไม่ได้ดีมากคือพยายามจะพูดว่า เราก็คือมนุษย์คนนึง มันก็มีดีและไม่ดี แต่โชคดีที่ยังพยายามที่จะแก้ไขตัวเองตลอดเวลาให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นเพอร์เฟกต์ซึ่งเป็นไปไม่ได้หรอก”.ทีมข่าวบันเทิง