มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Science Foundation) ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก เปิดเผยตัวเลขงบประมาณในการวิจัยของแต่ละประเทศในปี 2559 ผ่านทาง www.nsf.gov ว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีงบประมาณในการวิจัยมากที่สุดในโลก คิดเป็นเงิน 496,585 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 2.74% ของจีดีพี ประเทศจีนมีงบประมาณในการวิจัย คิดเป็นเงิน 408,829 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 2.07% ของจีดีพี ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น เทงบฯ 107,003 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 3.29% ของจีดีพีเห็นได้ว่าประเทศในกลุ่มที่พัฒนาให้ความสำคัญต่องานวิจัย จึงเรียกได้ว่างานวิจัยสร้างชาติประเทศไทยมักมองงานวิจัยเป็นเรื่องไกลตัว เป็นธุระของคนในแวดวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียากต่อการเข้าถึง ทำการวิจัยมาแล้วก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง การวิจัยของไทยจึงมักมีคำนิยามว่า “ขึ้นหิ้ง”สถิติของ NSF ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมีงบประมาณการวิจัย 0.63% ของจีดีพี คิดเป็นเงิน 6,947.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะมาเลเซียมีงบประมาณเพื่อการวิจัยถึง 10,637 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 1.30% ของจีดีพี แชมป์อันดับ 1 คือสิงคโปร์ มีงบวิจัยให้ถึง 10,102.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 2.18% ของจีดีพีเมื่อความพยายามในการผลักดันประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมในช่วงไม่กี่ปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการสนับสนุนอย่างชัดเจนจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน ภาคการศึกษาก็เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่จะช่วยบูรณาการองค์ความรู้ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากร เพื่อเตรียมการรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดร.ชนะศึก นิชานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต บอกว่านับเป็นภารกิจที่ท้าทายของสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรควบคู่ไปกับการบริหารจัดการงานวิจัย ต่อยอดการพัฒนานวัตกรรม นำผลงานวิจัยเข้าสู่กลไกของการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมต่างๆ ยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศจากเดิมอาจารย์ในมหาวิทยาลัยสวนดุสิตยังไม่ให้ความสำคัญในด้านงานวิจัยมากนัก มี 20% จากอาจารย์ทั้งหมด เมื่อ ดร.ชนะศึกมาเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยฯ จึงเริ่มจัดทำฐานข้อมูลและปรับทัศนคติที่มีต่องานวิจัยของบุคลากรในเบื้องต้น จากนั้นจึงจัดระบบช่องทางการนำเสนองานวิจัยให้เข้าถึงง่ายขึ้นรวมถึงจัดหาพี่เลี้ยง แก้ไขข้อบังคับ จัดสรรเงินทุน และสนับสนุนให้อาจารย์ส่งผลงานวิจัย โดยแบ่งตามความสามารถและความต้องการของนักวิจัย ผลจากการดำเนินงานทำให้จำนวนอาจารย์ของมหาวิทยาลัยที่มีผลงานและได้รับงบประมาณสำหรับงานวิจัยเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีเดิมที ดร.ชนะศึกมุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร แต่มักจะมีคำถาม “วิจัยแล้วไปไหน?” คำถามนี้ทำให้ตระหนักว่า งานวิจัยที่ไม่ตอบโจทย์ในเชิงเศรษฐกิจหรือสังคม ย่อมไม่ส่งผลประโยชน์ต่อทุกฝ่าย จึงกลับมามองในแง่งานวิจัยของไทยมีมาก แต่ทำไมหยิบยกเอามาใช้ได้น้อยดร.ชนะศึกเริ่มบริหารจัดการงานวิจัย เน้นที่ผลงานการวิจัยให้สามารถนำเอาไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ได้จริง มีการบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะในมหาวิทยาลัยเอง หรือองค์กรที่สนับสนุนงานวิจัยอย่าง สกว. หรือเข้าถึงท้องถิ่นมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมตามอัตลักษณ์และสาขาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่โดดเด่นของมหาวิทยาลัย เพื่อตอบโจทย์การสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ให้สอดคล้องกับแนวทางยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ 20 ปี โดยเน้นบริบทในพื้นที่ที่มีสถานที่ตั้ง วิทยาเขต/ศูนย์การศึกษาของมหาวิทยาลัย อันได้แก่ กรุงเทพฯ สุพรรณบุรี ลำปาง นครนายก ประจวบคีรีขันธ์ และตรังการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิตเข้าไปสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ คณะวิทยาศาสตร์ฯ นำผลงานวิจัยเกี่ยวกับปุ๋ยนาโนชีวภาพเข้าไปช่วยเกษตรกรและชาวนาในจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีวิทยาเขตตั้งอยู่ ให้นำไปแก้ปัญหาฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรมจากยาฆ่าแมลง และต่อยอดจากตรงนั้นเราเห็นว่าราคาข้าวที่สุพรรณฯขายได้ในมูลค่าที่ไม่สูงมากนัก แต่คุณภาพชีวิตของเกษตรกรกลับแย่ลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลจากการใช้ยาฆ่าแมลงมหาวิทยาลัยจึงร่วมมือกับ สกว. เพื่อจัดทำโครงการข้าวปลอดภัยลดใช้สารเคมี ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรพี่น้องชาวนาเข้าด้วยกันมาเป็นนาแปลงใหญ่ มาปลูกข้าวตามแนวทางเกษตรอินทรีย์โดยมหาวิทยาลัยได้นำองค์ความรู้ต่างๆเข้าไปสนับสนุนชุมชนผ่าน 10 โครงการย่อย นำข้าวอินทรีย์ที่ปลูกมาพัฒนาต่อยอดทั้งในด้านการแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งหาช่องทางการจัดจำหน่ายรวมถึงจัดหาผู้ซื้อให้...ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ กว่า 30 นวัตกรรม ซึ่งมีทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม พร้อมส่งอาจารย์จากคณะวิทยาการการจัดการเข้าไปช่วยพัฒนาในเชิงธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้ธุรกิจนั้นๆ มีความยั่งยืน“นี่เป็นนโยบายของท่านอธิการบดีที่อยากให้ผู้ประกอบการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง สามารถนำไปพัฒนาในเชิงธุรกิจได้” ดร.ชนะศึกว่า“เราขายงานวิจัยเพื่อให้เกิดมูลค่าในตัวของงาน ไม่ว่าจะเป็นการส่งอาจารย์จากคณะคหกรรมเข้าไปร่วมพัฒนาสูตรน้ำจิ้มให้กับแหนมเนืองวีที, ไปช่วยปรับปรุงสูตรน้ำพริกของเลอปลาแดกหรือตอนราคายางตกก็มีนักวิจัยของเราท่านหนึ่งเอาเมล็ดของยางพารา มาสกัดสารโปรตีนด้านในเพื่อนำมาทำน้ำยาสำหรับฉีดดับเพลิง ซึ่งได้ผลดีกว่าและดับไฟได้เร็วกว่าน้ำยาทั่วไป 10 เท่างานวิจัยชิ้นนี้ได้รับรางวัลเหรียญเงินจากการประกวดงานวิจัยระดับนานาชาติที่เจนีวา และตอนนี้ก็มีบริษัทมาซื้อผลงานและนำไปผลิตในเชิงอุตสาหกรรมแล้ว”ล่าสุดมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำ 4 ผลงานวิจัย บินลัดฟ้าไปร่วมประกวดและจัดแสดงในงาน The 47th International Exhibition of Inventions Geneva ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ปรากฏว่าได้รับรางวัล 2 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 2 รางวัลพิเศษ...นับเป็นกลยุทธ์ที่หล่อหลอมมาจากวิสัยทัศน์ที่ไม่เพียงแต่มองระยะไกล หากลงลึกถึงรายละเอียดและมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนมหาวิทยาลัยสวนดุสิตตั้งเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็น 1 ใน 10 อันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของไทย โดยใช้ฐานของงานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเห็นว่าประเทศยังต้องการบุคลากรในด้านนี้อีกมากโครงการเส้นทางสู่นักนวัตกรรมรุ่นใหม่จะเป็นเรือธงของมหาวิทยาลัย ในการเตรียมนักศึกษาให้มีความพร้อม โดยบูรณาการความรู้แบบสหสาขา (Multi-disciplinary) เพื่อให้นักศึกษาเกิดพหุปัญญา (Multiple intelligences) เกิดการคิดเชิงนวัตกรรม เจาะลึกข้อมูลและนำมาวิเคราะห์และสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต หรือสามารถนำเสนอแนวคิดเชิงนวัตกรรม ต่อยอดและเพิ่มมูลค่าได้ ผ่านรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลาย โดยมีหลัก 3S ได้แก่ Smile Smart และ Smooth เรียนอย่างมีความสุข มีความรู้ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง“การก้าวสู่ความเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มีความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนนั้น ภาคการศึกษาก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ หากมีแผนดำเนินงานที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ย่อมส่งผลดีต่อทิศทางการพัฒนาประเทศให้ไปถึงเป้าหมาย” ดร.ชนะศึกทิ้งท้าย.