“ซัวซะเดย-สวัสดี” ชื่นมื่นตามประสามิตรประเทศ เพื่อนบ้านชายแดนติดกันความสัมพันธ์ยาวนานเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย และ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จับมือร่วมกันเป็นประธานพิธีฉลองความสำเร็จการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา (บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท) อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เมื่อวันก่อนงานนี้ นายกฯประยุทธ์ ยืนยันต่อแขกผู้มีเกียรติว่า สะพานแห่งนี้ถือเป็นประจักษ์พยานความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มีความยาวมากที่สุดเชื่อมทั้ง 2 ประเทศโดยจะร่วมกันทำให้สะพานแห่งนี้เปิดใช้งานได้เต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้ เพื่อแก้ปัญหาความแออัดของการจราจรบริเวณหน้าด่านพรมแดน และเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าข้ามแดนแห่งใหม่ ระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษกัมพูชา และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (อีอีซี) ของไทยขณะที่ นายกฯฮุน เซน ขอขอบคุณรัฐบาลและชาวไทยที่สนับสนุนการก่อสร้างและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานของกัมพูชา ถือเป็นสะพานเชื่อมใจคนทั้ง 2 ประเทศ ที่สมควรบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ต่างฝ่ายต่างหยอดคำหวานใส่กัน แถมในระหว่างร่วมพิธียังมีการเปิดเพลง “มิตรภาพ” ที่ นายกฯประยุทธ์ ลงมือแต่งขึ้นมาใหม่ เพื่องานนี้โดยเฉพาะขณะที่ นายกฯฮุน เซน ก็ไม่ยอมน้อยหน้า บอกได้ประพันธ์บทเพลง 4 เพลง ตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับ นายกฯประยุทธ์ เอามาเปิดบรรเลงประชัน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองมิตรภาพกัมพูชา-ไทยให้มั่นคงและยั่งยืนโชว์ความเป็นผู้นำด้านศิลปินกันเป็นที่ครื้นเครง!!!นอกจากนี้ นายกฯประยุทธ์ และ นายกฯฮุน เซน ยังร่วมกันเป็นประธานพิธีเปิดป้ายสถานีรถไฟด่านพรมแดนบ้านคลองลึก และร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามความตกลงว่าด้วยการเดินรถไฟร่วมกันระหว่าง 2 รัฐบาล จากสถานีด่านพรมแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ไปยังสถานีปอยเปต กัมพูชา ในรอบ 40 กว่าปีขณะที่ การรถไฟแห่งประเทศ ไทย (รฟท.) มอบรถไฟดีเซลรางให้แก่ การรถไฟของกัมพูชา เป็นของชำร่วยโดย นายกฯประยุทธ์ และ นายกฯฮุน เซน ได้ขึ้นรถไฟขบวนพิเศษจากสถานีด่านพรมแดนบ้านคลองลึก ไปยังสถานีปอยเปต โบกไม้โบกมือให้ประชาชน 2 ข้างทาง แบบชื่นมื่นเป็นกันเองถือเป็นความสำเร็จในการกระชับความสัมพันธ์ด้านคมนาคม โดยเฉพาะการเดินรถไฟเชื่อมต่อไทย-กัมพูชาแทบจะพูดได้ว่า กระทรวงคมนาคม และ รฟท.ได้หน้าไปเต็มๆ!!!ถ้าไม่บังเอิญในวันเดียวกัน ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาในคดีค่าโง่โครงการก่อสร้างทางรถไฟและถนนยกระดับโฮปเวลล์ กลับคำพิพากษาศาลปกครองกลาง เป็นยกคำร้องมีผลให้ กระทรวงคมนาคม โดย การรถไฟแห่งประเทศไทย ต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2551 โดย รฟท.ต้องคืนเงินชดเชยให้แก่บริษัทโฮปเวลล์ จากการบอกเลิกสัญญา รวมเป็นเงิน 11,888 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และคืนหนังสือค้ำประกันมูลค่า 500 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุดจากนี้จึงอยู่ที่ว่าจะมีการเจรจาขอลดเงินค่าชดเชยกับบริษัทโฮปเวลล์ได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็ต้องจ่ายเต็มแม็กมหากาพย์ค่าโง่โฮปเวลล์ที่ยืดเยื้อมา 15 ปี ก็เอวัง ด้วยประการฉะนี้แล!!!“พ่อลูกอิน”