“สงกรานต์” เทศกาลวันหยุดยาว มีคนไม่น้อยวางแผนออกเดินทางพักผ่อนท่องเที่ยวต่างจังหวัด และบางส่วนต้องกลับภูมิลำเนา “บ้านเกิด เมืองนอน” เพื่อครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้า...พร้อมตากัน รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ แสดงถึงความเคารพ กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ทำให้ท้องถนนมีปริมาณการใช้รถ...ใช้ถนนเพิ่มมากที่สุด...“ในช่วง 7 วันอันตราย” มีจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเกิดขึ้นมากมาย สาเหตุหลักมาจาก...เมาแล้วขับ ขับขี่รถเร็ว และยานพาหนะเกิดอุบัติเหตุมากสุด คือ รถมอเตอร์ไซค์และรถกระบะกลายเป็นเทศกาลแห่งความสุข แฝงด้วยคราบน้ำตาอยู่คู่กันมาทุกปี เพราะต้องสูญเสียคนรักและคนในครอบครัว สังเวยชีวิตไป...ไม่รู้เท่าไหร่...ต่อเท่าไหร่ในช่วงเดือนเมษายน วันแห่งความเศร้า...ที่ผ่านมา...หลายหน่วยงานมีการรณรงค์กวดขันวินัยการจราจร แต่กลับถูกปฏิเสธ ไร้จิตสำนึกขับขี่ปลอดภัย ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายจากผู้ใช้รถใช้ถนน จนไม่สามารถลดอุบัติเหตุช่วง 7 วันอันตรายให้เบาบางลงไปได้จับตา...สงกรานต์ปี 2562 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จัดหนัก “เพิ่มยาแรง...เมาแล้วขับ” มีคำสั่งหน่วยงานในสังกัด ตั้งแต่ ผบช.น. ภาค 1-ภาค 9 ปส. สตม. กมค. และ จตร. หากมีอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ คู่กรณี เมาแล้วขับจนอีกฝ่ายเสียชีวิต ให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน...“ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” (ย่อมเล็งเห็นผล) หากผลไม่ถึงตาย...ก็ให้แจ้งข้อกล่าวหา “พยายามฆ่าผู้อื่น หรือทำร้ายร่างกาย...”ต้องยอมรับว่า...ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายเพิ่มความเข้มงวด บังคับใช้กฎหมายการจราจรทางบกอย่างเด็ดขาด ทั้งจับกุมดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืน โดยเฉพาะผู้เมาแล้วขับขี่ ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่กลับยังมีอุบัติเหตุจราจรเพิ่มขึ้น สาเหตุสำคัญยังคง “เมาแล้วขับ” หรือ “มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่ากฎหมายกำหนด”การเมาแล้วขับ คือ พฤติกรรมขับขี่รถที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและอันตราย คนทั่วไปย่อมรู้แก่ใจ หมายความได้ว่า จะเป็นอันตรายแก่ตนเองและผู้ร่วมใช้ทางบนถนน อันเป็นการจงใจละเมิดกฎหมายดังนั้น สตช.ออกคำสั่ง...เพื่อให้การสอบสวนคดีเป็นไปตามความผิดของกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบกที่แก้ไขใหม่ กำหนดโทษเพิ่มขึ้นตามระดับของความรุนแรง...ที่ผู้อื่นได้รับ ตามมาตรา 160 ตรี แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 เมื่อเกิดอุบัติเหตุจราจรที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต พนักงานสอบสวนตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่โดยเร็ว เพื่อให้ทราบถึงระดับแอลกอฮอล์ในร่างกาย เพราะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงสภาพความเมาของผู้ต้องหา ส่วนการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ขับขี่รถมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ต้องแจ้งให้ครบถ้วนทุกฐานความผิด เช่น ความผิดฐานขับขี่รถขณะเมาสุรา หรือของเมาอย่างอื่นแต่หากพบว่า...มีพฤติกรรมประกอบการเข้าองค์ประกอบความผิดขับขี่โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ก็ให้แจ้งข้อกล่าวหาด้วยทุกครั้งในการสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบเพื่อแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการกระทำความผิด ในบางกรณีอาจเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือจงใจละเมิดกฎหมาย หรือโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น...บางกรณีแม้ผู้กระทำไม่มีเจตนาประสงค์ต่อผล แต่อาจเป็นการกระทำโดยเจตนา ย่อมเล็งเห็นผล พนักงานสอบสวนต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำของผู้กระทำให้รอบคอบหากพบว่าเป็นการกระทำโดยเจตนาย่อมเล็งเห็นผล และผลของการกระทำเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ก็ให้แจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา (ย่อมเล็งเห็นผล) หากผลไม่ถึงตาย ก็ให้แจ้งข้อกล่าวหาพยายามฆ่าผู้อื่น หรือทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือได้รับอันตรายแก่กาย หรือจิตใจตามพฤติการณ์แห่งคดีนั้นๆยาแรงขนานแท้แบบนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เพื่อลดอุบัติเหตุ...ลดการสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น “นพ.แท้จริง ศิริพานิช” เลขานุการมูลนิธิเมาไม่ขับ ทำหน้าที่รณรงค์ไม่ให้คนเมาแล้วขับรถมากว่า 20 ปี บอกว่า...มาตรการเมาแล้วขับ ชนคนตาย ต้องมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ถือว่าเป็นการจัดหนักกับพวกชอบดื่มสุราขับรถ มีการออกเป็นระเบียบ คำสั่ง ในช่วงสงกรานต์ให้พนักงานสอบสวนฟ้องในความผิดฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ซึ่งที่ผ่านมา...มูลนิธิเมาไม่ขับ มีการขับเคลื่อนมาตรการเพิ่มโทษ เมาแล้วขับ ชนคนตาย มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนามาตลอดเนื่องด้วยตัวบทกฎหมาย ป.อ.ม.59 วรรค 1 วรรค 2 ระบุถึงกระทำโดยเจตนา ต้องรู้สำนึก ประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น เปิดช่องให้สามารถตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนากับคนเมาแล้วขับได้อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนไม่มีใครตั้งข้อกล่าวหานี้กัน...เมื่อก่อนคนเมาขับ ชนคนตาย มักแจ้งข้อกล่าวหาฐานความผิด “ประมาท” เมื่อถึงกระบวนการศาล ต้องตัดสินตามคำฟ้องนั้น หากผู้ต้องหารับสารภาพ ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ทำให้โทษความผิดลดหลั่นลงไป ส่วนใหญ่อาจจะต้อง “รอลงอาญา” ทำให้ไม่มีใครเกรงกลัวต่อความผิด หรือข้อกฎหมาย ก่อนที่จะคุยกันในเวทีศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ...ฝ่ายตำรวจมองว่าคนเมาแล้วขับ พฤติกรรมไม่เข้าองค์ประกอบเจตนาที่ตีความหมายว่า...จะเข้าเจตนา ต้องตั้งใจขับรถชนคนอื่นจริงๆเมื่อมาดูตัวบทกฎหมาย ป.อ.ม.59 วรรค 1 วรรค 2 เชิงลึกกลับสามารถตีความได้ 2 แบบ คือ 1. “เจตนา” ประสงค์ต่อผล คือ การตั้งใจจริง เช่น ตั้งใจไปยิงคนอื่นให้เสียชีวิตแต่สาระสำคัญคือ คำว่า “หรือย่อมเล็งเห็นผลนั้น” ทำให้หยิบยกข้อนี้ขึ้นมาเป็นองค์ประกอบของความผิดได้...เริ่มจากคนขับรถออกจากบ้านไปดื่มสุรา ย่อมรู้อยู่แล้วว่า หากดื่มสุราต้องมีอาการมึนเมา มีโอกาสขับรถกลับบ้านเกิดอุบัติเหตุ ชนรถคันอื่น และการไปดื่มสุรานั้น มีใครบังคับให้ดื่มหรือไม่ หากเป็นการสมัครใจดื่มก็ครบองค์ประกอบ “เมาแล้วขับรถ” ที่มีกฎหมายห้าม มีบทลงโทษอยู่ชัดเจน แต่กลับฝ่าฝืนแปลว่า...“คนเมาแล้วขับ” ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของบุคคล ทั้งที่รู้ว่าเมาแล้วขับอาจต้องชนคนบาดเจ็บ เสียชีวิต หรือพิการได้ จึงเข้าองค์ประกอบ “ย่อมเล็งเห็นผล”หากฟ้องในความผิดฐานเจตนาฆ่าผู้อื่น และศาลจะตัดสินตามสำนวนการฟ้อง และอาจจะไม่มีการผ่อนปรน กลายเป็นว่าโทษความผิดแรงขึ้น เมาแล้วขับชนคนตายก็จะไม่ใช่เรื่องความประมาท แต่เป็นเรื่องเจตนาฆ่าผู้อื่น ส่วนโทษความผิดอาจจะไม่ใช่รอลงอาญาเหมือนอดีต แต่อาจเป็นโทษจำคุก...ส่วนคนนั่งไปด้วยกับคนเมาแล้วขับ อาจต้องเรียกมาสอบสวนหาความผิดร่วม เช่น นั่งดื่มสุราด้วยกัน หรือช่วยออกเงินจ่ายค่าสุรา และเมื่อเห็นคนเมาไปขับรถ ไม่มีการห้ามปราม แต่นั่งรถไปด้วยกัน อาจจะกลายเป็นผู้ต้องหาร่วมให้การสนับสนุน...ตาม ป.อ.ม.86 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อน หรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด...“ยาแรงขนานแท้แบบนี้...กับคนเมาแล้วขับ” ถือว่าเป็นการพลิกตำรา...งัดข้อกฎหมายมาใช้ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สงกรานต์นี้จะถูกบังคับใช้เป็นครั้งแรกจึงเป็นเรื่องท้าทายว่าจะสามารถลดอุบัติเหตุ ลดการสูญเสีย ได้มากน้อยเพียงใด เจ้าหน้าที่ตำรวจจะบังคับใช้จริงจังแค่ไหน หรือจะเป็นเพียงแค่คำข่มขู่ “เขียนเสือให้วัวกลัว” เท่านั้น.