จากที่ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ที่ยกร่างขึ้นใหม่ กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจหน้าที่ ในส่วนที่ไม่ใช่หน้าที่หลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เช่น การจัดการจราจรในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งจะถ่ายโอนภารกิจมาให้ กทม. ดำเนินการภายใน 5 ปี หลังกฎหมายมีผลบังคับ ซึ่งขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติอยู่ระหว่างเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กทม.ได้จัดโครงการฝึกอบรมการสอบสวนและบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายแก่เจ้าหน้าที่เทศกิจ ซึ่งเป็นหนึ่งในการเตรียมความพร้อมการรับโอนภารกิจ “รายงานวันจันทร์” ได้ไปพูดคุยกับ ผอ.สำนักเทศกิจ จิรวัตน์ แพงมา เกี่ยวกับเรื่องนี้ถาม-สำนักเทศกิจเตรียมความพร้อมรองรับการรับถ่ายโอนภารกิจด้านงานจราจรจาก สตช.อย่างไรจิรวัตน์-กทม.ได้เตรียมความพร้อมด้านเจ้าหน้าที่ เช่น การจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เทศกิจ เกี่ยวกับการสอบสวนและบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้เทศกิจรวมถึงนิติกรที่เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน รวมถึงส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่เทศกิจใช้อำนาจได้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย เข้าใจในวิธีการสอบสวน การจัดการสำนวนการสอบสวนได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพการจัดการอบรมแบ่งเป็น 2 รอบ รอบแรกระหว่างวันที่ 6–8 มี.ค.62 และรอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 11–13 มี.ค.62 ผู้เข้ารับการอบรม ประกอบด้วย หัวหน้าฝ่ายเทศกิจ เจ้าพนักงานเทศกิจระดับชำนาญการพิเศษ ระดับชำนาญการ ระดับปฏิบัติการ และนิติกร มีวิทยากรจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1 และ สตช.มาบรรยายให้ความรู้ ทั้งนี้ ภายหลังการจัดอบรมดังกล่าวเสร็จสิ้น กทม.โดยสำนักเทศกิจ จะจัดอบรมการสอบสวน และการให้ความรู้การบังคับใช้อย่างเข้มข้นอีกครั้งถาม-ภายหลังการรับโอนภารกิจงานจราจร บทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เทศกิจจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างจิรวัตน์-การถ่ายโอนงานด้านจราจรมายัง กทม. จะมีการโอนภารกิจงาน ประกอบด้วย งานอำนวยความสะดวกในการจราจร อาทิ ให้สัญญาณมือจราจรบนท้องถนน (โบกรถ) งานด้านการประชาสัมพันธ์ ดูแล กวดขันไม่ให้มีการฝ่าฝืนกฎหมายจราจร การบังคับใช้กฎหมายจราจร เฉพาะกรณีผู้ที่ฝ่าฝืนจอดรถในที่ห้ามจอด กทม.ออกใบสั่งแทนตำรวจได้ และการรับโอนอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนผู้กระทำความผิดทั้งนี้ ภายหลังกฎหมายบังคับใช้ จะมีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เทศกิจเป็นพนักงานสอบสวน สามารถสอบสวนผู้กระทำความผิดได้ ตามกฎหมายที่ กทม.ดูแล หรือตามอำนาจหน้าที่ของ กทม. เช่น การดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ฝ่าฝืนขับขี่หรือจอดรถบนทางเท้า ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาด 2535 เดิมหากผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมชำระค่าปรับ เจ้าหน้าที่เทศกิจไม่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ แต่ต้องแจ้งความที่ สน.ท้องที่ที่เกิดเหตุ เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ แต่หากขั้นตอนการโอนภารกิจงานจราจรมา กทม.มีผลบังคับใช้ เจ้าหน้าที่เทศกิจที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานสอบสวนตามกฎหมายประจำตามสำนักงานเขต สามารถเป็นพนักงานสอบสวนได้ โดยไม่ต้องไปแจ้งความที่ สน.ท้องที่ที่เกิดเหตุ เป็นการลดขั้นตอนการทำงาน ซึ่งนอกจากมีอำนาจในการสอบสวนความผิดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ แล้ว ยังสามารถสอบสวน พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับ กทม. เช่น พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ร.บ.การสาธารณสุข.