“ปลายเดือน ธ.ค.ปี 2557 สามีนำรถ 6 ล้อขายดาวน์ให้เต็นท์รถ 400,000 บาท พอทำสัญญาซื้อขายเสร็จเต็นท์ไม่จ่ายเงินบอกให้เลือกเอารถที่เต็นท์แทน เห็นว่าสามีจะซื้อรถดัมพ์พอดีจำใจต้องซื้อ วางเงินดาวน์ 50,000 บาท นำรถไปใช้ได้วันเดียวเสียใช้งานไม่ได้ นำคืนเต็นท์ให้เปลี่ยนอีกคันให้วางเงินดาวน์เพิ่มอีก 70,000 บาท ใช้ไม่ถึงเดือนเสียใช้ไม่ได้อีกให้เต็นท์ลากกลับไปคืน เต็นท์ไม่รับผิดชอบหรือคืนเงินให้ ผ่านไปสักระยะมีบริษัทไฟแนนซ์ส่งหนังสือทวงค่างวดรถที่ขายให้เต็นท์ไปแล้วบอกว่าตั้งแต่ซื้อไปเต็นท์ไม่ได้ส่งค่างวดเลย แต่ชื่อผู้เช่าซื้อเป็นสามียังไม่ได้โอน ทำให้ถูกบริษัทไฟแนนซ์ฟ้องร้องยึดทรัพย์ที่นา 18 ไร่ กำลังยึดบ้านอีก ครอบครัวเดือดร้อนมากต้องเสียทั้งรถและเงินสดอีก 120,000 บาท ยังถูกตามฟ้องร้องอีก วิงวอนให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ช่วยเหลือ ที่ผ่านมาร้องเรียนไปทุกหน่วยงาน ผ่านไป 5 ปีไม่คืบหน้า”คำกล่าวทั้งน้ำตาของชาวบ้านที่ถูกเต็นท์รถที่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ โกง ถูกฟ้องเป็นหนี้หมดตัว ขอความช่วยเหลือหลายหน่วยแต่ไม่เป็นผลจนมาร้อง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศปอส.ตร. นำกำลังชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 3 ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ชุดสืบสวน จ.บุรีรัมย์ และ สภ.สตึก นำหมายศาลเข้าจับกุมเต็นท์รถ อายัดรถ 200 คัน จับกุมผู้ต้องหา 4 ราย ยึดทรัพย์กว่า 200 ล้านบาทเป็นอีกงานสำคัญของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เข้าช่วยเหลือชาวบ้านที่ไม่รู้กฎหมาย ถูกกลโกงเจ้าของเต็นท์รถหลอกให้ซื้อขายแลกเปลี่ยนรถ เสียทั้งเงินที่จ่ายเพิ่มซื้อรถ เสียทั้งบ้าน ทั้งที่ดิน ถูกไฟแนนซ์ตามฟ้องร้องบังคับยึดทรัพย์สิน เพราะเจ้าของเต็นท์ไม่จ่ายค่างวด ทั้งที่ขายรถให้เต็นท์รถไปแล้วเหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่ที่เต็นท์รถ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ แห่งเดียว แต่กระจายทั่วประเทศ เต็นท์รถหลายพื้นที่ มีพฤติกรรมเอาเปรียบชาวบ้าน แต่น่าแปลกหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือ กรมการขนส่งทางบก กลับไม่ได้ดำเนินการ กรณีเต็นท์รถที่ถูกจับเปิดนานกว่า 20-30 ปี มีผู้เสียหายร้องเรียนทุกปี แต่ไม่ได้รับการแก้ไข รถบางคันเป็นรถที่ “สวมทะเบียน–สวมซาก” นำกลับมา “ย้อมแมวขาย” ทำเป็นรถที่ใช้ทะเบียนถูกต้อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอ้างไม่รับรู้ แต่บางส่วนสามารถนำจดต่อทะเบียนรถได้อย่างไรกรณีเต็นท์ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ มีประชาชนถูกเอาเปรียบ 61 คน ร้องเรียนไปที่ ศปอส.ตร. สืบสวนพบการกระทำผิดจริง เข้าข่ายหลอกลวง เจ้าของเต็นท์รถประกอบกิจการในรูปแบบห้างหุ้นส่วนจำกัด ซื้อขาย จำหน่ายแลกเปลี่ยนรถยนต์มือสองหรือรถยนต์ใช้แล้ว หลอกซื้อรถจ่ายเงินไม่ครบหรือซื้อรถที่ติดไฟแนนซ์ แต่ไม่ยอมจ่ายปิดไฟแนนซ์ให้ตามที่ตกลง และหลอกขายรถที่ติดไฟแนนซ์เต็นท์รถหลอกให้เอาโฉนดที่ดินฝากขายเป็นเงินดาวน์ ปล่อยกู้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ในระหว่างการประกอบกิจการได้ขยายกิจการมาตลอด แต่กลับแจ้งบัญชีงบดุลขาดทุน เป็นการแสดงเจตนาเลี่ยงภาษีตำรวจแกะรอยเส้นทางการเงินกลุ่มเครือข่ายตั้งแต่ปี 2554-2561 มีเงินหมุนเวียนกว่า 231 ล้านบาท ธุรกิจที่ดำเนินการไม่มีใบประกอบการซื้อขายตามกฎหมาย มีการหลบเลี่ยงภาษี พฤติการณ์กระทำผิดซ้ำอีกเป็นความผิดคดีอาญาชัดเจนเข้าข่ายร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และข้อหา “ฟอกเงิน” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ให้ชุดสืบสวนเร่งรัดรวบรวมหลักฐาน ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ออกหมายจับผู้ร่วมกระทำความผิดที่เปิดเต็นท์รถและห้างหุ้นส่วนนิ่มนวลยนตรการ มี นางนิ่มนวล สีสันงาม นายสมบูรณ์ ยือรัมย์ นางวิกานดา ม่วงอยู่ และ น.ส.กมลพร อัญชลี ฐานความผิด “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต,ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด, ปลอมและใช้เอกสารปลอม”ตำรวจเข้าตรวจค้นที่พักอาศัยและเต็นท์รถใน อ.สตึก และจับกุมผู้ร่วมกระทำผิด ผู้ต้องหา 4 รายให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เบื้องต้นผู้ต้องหาพร้อมเข้าสู่กระบวนการเยียวยาชดใช้ให้ผู้เสียหาย ส่วนสาเหตุเกิดจากปัญหาเงินหมุนเวียนไม่เพียงพอ เลยเกิดผลกระทบตามมาพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. กล่าวกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “ปฏิบัติการครั้งนี้ เกิดจากที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่าถูกเต็นท์รถหลอกลวงฉ้อโกง ชาวบ้านร้องเรียนหลายหน่วยงานยังไม่ดำเนินการ คดีเอารัดเอาเปรียบหลอกลวงฉ้อโกงประชาชน เป็นนโยบายตรงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญ สั่งให้เร่งปราบปรามคืนความ ชอบธรรมให้ชาวบ้าน ข้อมูลพบว่าเต็นท์รถแห่งนี้เปิดดำเนินการมานานกว่า 20 ปี หลอกลวงฉ้อโกงประชาชนมาแล้วหลายร้อยราย มีเงินหมุนเวียนปีละ 200–300 ล้านบาท โดยวิธีการของเต็นท์รถจะเปิดเป็น หจก.รับซื้อรถ 2 ประเภท คือ รถที่อยู่ในไฟแนนซ์และไม่ได้ติดไฟแนนซ์ รถที่ไม่ได้อยู่ในไฟแนนซ์จะให้ราคาสูงเพื่อจูงใจ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อนำรถมาขายแล้วจ่ายเงินไม่ครบ ผู้เสียหายมาขอรถคืนจะไม่ให้แต่เอารถไปจำหน่ายอีกทอดหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นการฉ้อโกง” “อีกวิธีการคือเจ้าของรถที่ยังติดไฟแนนซ์นำรถมาขาย เต็นท์จะเสนอราคาให้สูง เมื่อผู้เสียหายตกลงขาย เต็นท์รับปากจะผ่อนต่อให้ แต่นำรถไปขายต่อโดยที่ไม่ได้ส่งไฟแนนซ์ตามที่รับปาก ทำให้ชาวบ้านต้องเสียทั้งรถและต้องมาผ่อนกระดาษเปล่าอีก บางรายถูกฟ้องร้องคดีแพ่งอีก ปัญหาที่เกิดจาก ความรู้ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมกลโกง มีคนเป็นเหยื่อจำนวนมาก หลังได้รับเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนได้บูรณาการหลายฝ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชน ขออนุมัติหมายศาลและตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ได้ยึดทรัพย์สินกว่า 200 ล้านบาท ยืนยันว่าคดีนี้จะไม่เงียบหายไป ถึงแม้จะใช้กฎหมายยึดทรัพย์สินผู้ต้องหาเพื่อมาจ่ายคืนให้กับผู้เสียหายเป็นเพียงแค่การบรรเทาโทษเท่านั้น แต่คดีอาญายังคงดำเนินต่อไป”เป็นปฏิบัติการทางกฎหมายของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ นำทีมตำรวจเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านจากกลโกงเต็นท์รถที่หลอกเอาเปรียบชาวบ้านทุกรูปแบบ ถูกยึดทรัพย์ดำเนินคดี ทั้งที่เต็นท์รถเปิดนานกว่า 20-30 ปี มีคนเดือดร้อนร้องเรียนแต่ไม่มีใครลงมาช่วย จนทีมงาน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยื่นมือมาช่วยเหลือคืนความเป็นธรรมให้ชาวบ้านน่าแปลกใจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่รับต่อภาษีต่อทะเบียน ปล่อยให้มีการ “สวมซากรถ” หรือซื้อขายในลักษณะนี้ได้อย่างไร เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน แต่ไม่เคยมีการแก้ไข มารอตำรวจตามจับอย่างเดียวคงช่วยแก้ไม่ได้มากนัก ถ้าหน่วยงานที่รับผิดชอบยังนิ่งเฉย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่ยอมขยับคิดทำอะไรปล่อยให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน.ทีมข่าวอาชญากรรม