เดือนที่แล้วคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน เคยนำเสนอเรื่องวัวอัศจรรย์ในตำนานกรีกไปเมื่อเดือนก่อน แต่ยังมีตำนานอีกมากมายหลายอารยธรรมที่มีวัวพิสดารเล่าขานเอาไว้ จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งในวันนี้ เราไปดูกันเลยครับลามาสสุ (Lamassu) ถ้าท่านผู้อ่านนิยมงานโบราณวัตถุ อาจจะเคยเห็นวัวศักดิ์สิทธิ์ตัวนี้ผ่านตาบ้างแน่นอนครับลามาสสุมาจากตำนานอัสสิเรียน มีหน้าที่เป็นเทพผู้พิทักษ์ของอาณาจักรอัสสิเรีย รูปร่างของมันคือ ตัวเป็นวัว ขนาดน่าจะพอๆกับกระทิง (บางที่ก็เป็นสิงโต) หัวเป็นชายมีเคราและมีปีก จำเดิมในศาสนาเมโสโปเตเมีย ลามาสสุเป็นสัตว์สวรรค์ หัวเป็นคน ตัวเป็นวัว มีเขาและหูวัวและมีปีกเช่นกันสัญลักษณ์ในการผสมร่างกายนั้นมาจากความเชื่อว่าวัวหรือสิงโตเป็นเครื่องหมายของความแข็งแกร่ง ปีกซึ่งมาจากนกอินทรีก็เป็นสัญลักษณ์แห่งอิสระเสรีและความเร็ว ส่วนหัวเป็นผู้ชายไว้เครา คือสัญลักษณ์ของความฉลาดหลักแหลม ลามาสสุ.ตามตำนานแถบเมโสโปเตเมียนั้นลามาสสุช่วยผู้คนต่อสู้กับช่วงเวลาสับสนในตอนต้นของการสร้างโลกซึ่งเต็มไปด้วยปีศาจ แต่ละวันมันจะทำหน้าที่เฝ้าประตูแห่งอรุณที่จะเปิดออกเพื่อให้เทพเจ้าสุริยาจะสามารถขึ้นสู่ท้องฟ้าและช่วยแบกน้ำหนักดวงอาทิตย์ ทำให้ชาวตะวันออกกลางโบราณแถบเมโสโปเตเมียเชื่อว่า ลามาสสุมีความสามารถในการต้านสิ่งชั่วร้าย และปกป้องบ้านเรือนที่อยู่อาศัยได้ จึงมีการทำรูปของประดับไว้หน้าอาคาร ถ้าเป็นพระราชวังหรือเมือง ก็จะมีประติมากรรมลามาสสุขนาดใหญ่วางเป็นคู่ที่ทางเข้า แต่ละตัวมองไปยังจุดทิศสำคัญ ส่วนประชาชนคนธรรมดาก็จะแกะสลักภาพของมันบนแผ่นจารึกดินฝังลงใต้ประตูหน้าบ้านเวลาเราดูประติมากรรมลามาสสุ สามารถดูได้ 2 ด้าน ถ้ามองด้านหน้าจะเหมือนกับว่ามันยืนพิทักษ์อยู่ แต่หากมองด้านข้างจะเหมือนมันกำลังก้าวเดินไปข้างหน้าสองตัวต่อไปมีรูปลักษณ์น่าสนใจ และยังไม่ได้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จนแตะต้องไม่ได้ คือ บอนนาคอน (Bonnacon หรือโบนาซัส bonasus หรือโบนาโค bonacho) และ คาโตบลีพาส (Catoblepas) ทั้งสองตัวนี้จึงถูกนำไปแตกหน่อต่อยอด จนปัจจุบันในเกมเล่นดังๆมีตัวบอนนาคอนและคาโตบลีพาสปรากฏอยู่ และแต่งเติมให้ประหลาดมากต่อไปเรื่อยๆ บอนนาคอน.บอนนาคอน แต่เดิมเป็นสัตว์ที่พลินีผู้เฒ่า (Pliny the Elder) นักธรรมชาติวิทยายุคโรมันพูดถึง สำทับด้วยแคสซิอัส พลินิอัส เซคันดัส (Casius Plinius Secundus) ก็อ้างไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ธรรมชาติ Natural History พิมพ์ในปี ค.ศ. 77-79 เหมือนกันว่า เป็นตัวประหลาดพบได้ในภูมิภาคพาโอเนีย (ปัจจุบันคือกรีซเหนือ) และภูมิภาคใกล้เคียง และเอเชียกลางในตำนานที่อธิบายว่า บอนนาคอนเหมือนวัวหรือกระทิง แต่เขาของมันโค้งไปข้างหลังเหมือนเขาแกะขนาดใหญ่ ดำเป็นมัน มีแผงคอเหมือนม้า มีขนเป็นสีน้ำตาลค่อนไปทางแดงหรือไม่ก็สีดำ แต่เพราะเขาของมันแทบไร้ประโยชน์สำหรับป้องกันตนเอง บอนนาคอนจึงมีทีเด็ดในการป้องกันตัวเองด้วยของพิเศษกว่าอึ...ครับท่านผู้อ่านเมื่อมันถูกคุกคาม มันจะรีบหนีภัยด้วยการวิ่ง ระหว่างนั้นก็ปล่อยอึพุ่งเป็นทางยาว เหมือนจรวดมิสไซล์ก็ว่าได้ อึบอนนาคอนพุ่งแรงและไกล เกือบ 2,000 ฟิต ยิ่งกว่านั้นอึของมันเป็นพิษกัดกร่อนสามารถเผาไหม้ผิวหนังของศัตรูได้เหมือนโดนไฟลวก ทำให้ศัตรูหนีกระเจิง บอนนาคอนใช้อึพิษป้องกันตัว.น่าสงสัยนะครับว่า อึเป็นพิษเช่นนี้ มันจะมีศัตรูได้ไงคาโตบลีพาส เป็นสัตว์คล้ายวัวมีถิ่นกำเนิดในเอธิโอเปีย มักจะพบในพื้นที่หนองและพื้นที่ชุ่มน้ำ มันเป็นสัตว์ที่พลินีผู้เฒ่าเขียนถึงไว้ และต่อมานักเขียนกรีก คลอดิอัส เอลิอานุส (Claudius Aelianus) ให้อรรถาธิบายเมื่อราว ค.ศ.175-235 ในหนังสือ On The Nature Of Animals ของเขาว่า มันเป็นเจ้าตัวร้ายแสนงุ่มง่ามมีขนาดพอๆกับวัวเลี้ยง หน้าตาคล้ายหมูป่า คอยาวมาก มีขนแผงคอหนาเป็นกระเซิง ขนแถวหัวยาวและตกลงมาปรกหน้าเสมอๆ ดวงตาเป็นสีเลือด หรี่แคบขนคิ้วยุ่งเหยิง แผ่นหลังเป็นเกล็ดเสมือนเกราะ สิ่งที่เป็นลักษณะเด่นคือ หัวของคาโตบลีพาสหนักจนแทบห้อยติดดิน เพราะเหตุที่หัวหนักมันจึงทำได้แต่เพียงมองต่ำ ก็คงเหมาะกับชื่อ คำว่าคาโตบลีพาสในภาษากรีกแปลว่าเจ้าตัวมองต่ำแต่การมองต่ำกลายเป็นเรื่องดี เพราะคาโต-บลีพาสได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ตาพิฆาต เมื่อจ้องนิ่งไปที่ใครหรือสัตว์ใดทำให้คนคนนั้นกลายเป็นหินได้ในทันที ฟังแล้วร้ายกาจเหมือนตัวบาซิลิสค์เลยทีเดียว แต่ยังไม่หมดนะครับ ลมหายใจของมันก็เป็นพิษ อาจเพราะมันกินเฉพาะพืชที่เป็นพิษ พิษร้ายจึงสะสมอยู่ในเนื้อหนังและลมหายใจ เมื่อใดที่ศัตรูเข้าใกล้ มันก็แค่แยกเขี้ยวแล้วพ่นลมหายใจออกมาจากลำคอ ผู้รู้ยืนยันว่าเป็นกลิ่นเหม็นร้ายกาจจนทำให้ศัตรูหงายหลังหมดสติทันที คาโตบลีพาส.แต่เอาเข้าจริง เป็นไปได้ว่าบรมทวดของเราน่าจะเจอเข้ากับตัววิลเดอบีส ซึ่งก้มหัวกินหญ้า แล้วเข้าใจว่าเป็นสัตว์น่ากลัว เลยจัดการตั้งชื่อว่า คาโตบลีพาส และให้นิยามคุณสมบัติเสียจนน่ากลัวก็เป็นได้นะ กูกาลานนา (Gugalanna-Bull of Heaven) ตัวนี้เป็นกระทิงสวรรค์ครับ อยู่ในตำนานโบราณแถบเมโสโปเตเมีย ในตำนานการผจญภัยต่อสู้ของวีรบุรุษกิลกาเมช (Gilgamesh) และสหายเอ็นกิดุ (Enkidu) เรื่องเล่าในตำนานเรื่องกระทิงสวรรค์ตัวนี้มีสีสันทีเดียวขอสาวประวัติมหากาพย์เรื่องนี้สักหน่อยว่า มหากาพย์กิลกาเมชเป็นหนึ่งในตำนานของเมโส-โปเตเมียที่โด่งดัง และถือว่าเป็นวรรณกรรมชิ้นเก่าแก่ที่สุดในโลก แผ่นจารึกดินที่ค้นพบบรรจุเรื่องสั้นไว้มากมาย และไม่ได้ถูกรวมเป็นมหากาพย์กระทั่งศตวรรษที่ 18 เป็นเรื่องราวของกษัตริย์ชาวซูเมอร์พระนามว่ากิลกาเมช ซึ่งถือเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ และสหายที่รัก เอ็นกิดุ ผ่านการผจญภัยและการแสวงหาต่างๆ จนในที่สุดนำไปสู่ความตายของเอ็นกิดุ ครึ่งที่สองของมหากาพย์เป็นเรื่องต่อของกิลกาเมช ตั้งแต่เป็นทุกข์เพราะการตายของเพื่อนและความตายของตนที่ใกล้จะมาถึง จนทำให้เสาะหาความเป็นอมตะ สุดท้ายเขาล้มเหลว แต่ค้นพบว่าในที่สุดทุกคนก็ต้องตาย จึงกลับเมืองอูรุคอย่างกษัตริย์ผู้เข้าใจทุกสิ่ง กิลกาเมชสังหารวัวสวรรค์.เรื่องในมหากาพย์เล่าไว้สองสำนวน เรื่องต่างกันนิดหน่อย และเรียกชื่อเทพีตัวเอกต่างกัน คือ “ราชินีสวรรค์” อินานนา และอิชตาร์ (อินานนา เป็นชื่อที่ชาวซูเมอร์เรียก ต่อมาพวก อัคคาเดียน บาบิโลเนียน และอัสสิเรียน เรียกว่า เทพีอิชตาร์ เป็นเทพธิดาผู้เกี่ยวข้องกับความรัก ความงาม เพศ ความปรารถนา คล้ายเทพีวีนัสของกรีก)ในมหากาพย์ตอนหนึ่งที่เล่าว่า หลังจากที่เทพีอินานนาส่งสวามีลงนรกไป ก็อยากได้วีรบุรุษกิลกาเมชมาเป็นคู่เชย ทว่ากิลกาเมชปฏิเสธ จะด้วยความเสียหน้าหรือเสียใจไม่แน่ชัดแต่มันก็กลายเป็นความแค้น เทพีอินานนาเดินทางไปสวรรค์คร่ำครวญกับเทพมารดาอันตู และเทพบิดาอนู ขอกระทิงสวรรค์มาจัดการกับเจ้ามนุษย์ครึ่งเทพคนนี้ แต่แรกเทพบิดาอนูไม่ยอมเพราะกระทิงสวรรค์เป็นสิ่งร้ายกาจ หากปล่อยออกมาจะทำให้เกิดความแห้งแล้งอดอยากถึง 7 ปี อินานนาก็ดึงดันครับ ประกาศก้องว่า เธอได้เก็บตุนเมล็ดข้าวไว้เพียงพอสำหรับทุกคนและสัตว์ทั้งหมดไปอีกตลอดเจ็ดปีเหมือนกัน แถมสำทับด้วยคำขู่ว่า หากปฏิเสธ นางจะทำลายประตูนรกปลุกคนตายให้ลุกขึ้นมากินคนเป็น เทพบิดาอนูจึงจำยอมต้องให้กระทิงแก่อินานนา เธอนำกระทิงไปปล่อยไว้ที่พื้นโลก ตอนนี้ล่ะที่ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างแรกสุด กระทิงสวรรค์พ่นลมหายใจแรงกระแทกพื้น ลมหายใจแรงปานพายุไซโคลนทำให้เกิดหลุมยักษ์บนพื้นดิน จนคนหนึ่งร้อยคนพลัดตกลงไป กระทิงพ่นลมหายใจครั้งที่สองกระแทกพื้นเกิดหลุมขึ้นอีก คราวนี้ใหญ่กว่าเดิมจนคนถึงสองร้อยร่วงตามลงไปด้วย ไม่มีใครมีความกล้า หรือมีความสามารถพอจะจัดการกับกระทิง ร้อนถึงกิลกาเมชและสหายเอ็นกิดุ ทั้งสองต้องจับมือกันเพื่อจะฆ่ากระทิงร้าย ภาพวาดคาโตบลีพาส โดยกัปตัน ดับเบิลยู. คอร์นวาลิส แฮร์ริส ในปี 1840 ซึ่งดูแล้วก็คือตัววิลเดอบีส.สองสหายตามหากระทิงจนพบ เอ็นกิดุใช้วิธีซ่อนตัวแล้วค่อยๆ อ้อมไปด้านหลัง ดึงหางมันไว้ ในขณะที่กิลกาเมชเข้าทางด้านหน้าชักดาบแทงเข้าที่คอกระทิง แผลเดียวเท่านั้นก็จัดการกระทิงสวรรค์จอดอยู่กับที่ ตายสนิท กิลกาเมชและเอ็นกิดุผ่าอกควักหัวใจถวายแก่เทพอาทิตย์ ชาแมช (Shamash) ตอนที่ทั้งสองสหายกำลังพักอยู่นั้นเองครับ เทพีอินานนาก็ปรากฏตัว ผงาดยืนขึ้นบนกำแพงเมืองอูรุค ออกปากสาป กิลกาเมช เอ็นกิดุจึงฉีกต้นขาขวาของกระทิงแล้วเหวี่ยงตรงไปยังใบหน้าของนางเป็นการเยาะเย้ย ฝ่ายอินานนานั้นทำได้แค่เพียงเรียกระดมบรรดาหญิงงามเมืองชั้นสูงและโสเภณี สั่งให้นางทั้งหลายร้องไห้ไว้อาลัยแก่กระทิงสวรรค์ ซึ่งมันก็เป็นเวลาเดียวกับที่กิลกาเมชกำลังฉลองชัยชนะที่มีเหนือกระทิงเทพเจ้า เป็นอันจบเรื่องราวเกี่ยวกับกระทิงสวรรค์เรื่องราวหลังจากนี้คือการล้มป่วยจนตายของเอ็นกิดุ และการแสวงหาความเป็นอมตะของกิลกาเมชตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นครับ.โดย :คอสมอสทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน