ก็เป็นที่ฮือฮาในเมืองไทยกับรายงาน Global Wealth Report 2018 ฉบับที่ 9 ของ ธนาคารเครดิตสวิส สวิตเซอร์แลนด์ วันนี้ผมจะพาท่านผู้อ่านไปดูในอีกแง่มุมหนึ่ง มองลึกลงไปในความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีโลกที่เกิดขึ้นในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาจนถึงกลางปี 2018 ซึ่ง ธนาคารเครดิต สวิส นำมาเป็นข้อมูลในการจัดทำรายงานเห็นความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาแล้ว น่าตื่นตะลึงอย่างยิ่งรายงานของ ธนาคารเครดิต สวิส ระบุว่า ความมั่งคั่งเฉลี่ยของโลกในรอบ 12 เดือน เพิ่มขึ้นถึง 14 ล้านล้านดอลลาร์ 462 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% จากปี 2017 โดย ความมั่งคั่งรวมในปี 2018 เท่ากับ 317 ล้านล้านดอลลาร์ 10,461 ล้านล้านบาท เฉลี่ยแล้วประชากรโลกผู้ใหญ่มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น 3.2% ไปอยู่ที่ 63,100 ดอลลาร์ คาดว่าในปี 2023 ความมั่งคั่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 399 ล้านล้านดอลลาร์ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา มี สหรัฐฯ เป็นผู้นำ เพิ่มขึ้น 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ รวม 98 ล้านล้านดอลลาร์ ตามมาด้วย ประเทศจีน ที่ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 แซงหน้า ญี่ปุ่น ขึ้นมา ทั้งจำนวนมหาเศรษฐีที่เพิ่มขึ้นและความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น ที่น่าสนใจในปีนี้ก็คือ คนรวยผู้หญิง หรือ “มหาเศรษฐินี” มาแรงจัด ครองสัดส่วนความมั่งคั่งสูงถึง 40% ของความมั่งคั่งของโลก 317 ล้านล้านดอลลาร์รายงาน เครดิต สวิส ระบุว่า สหรัฐฯมีสัดส่วนความมั่งคั่ง 40% ของโลก นับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินในปี 2008 เป็นต้นมา แต่ถ้านับตั้งแต่ปี 2013 ขึ้นไป สหรัฐฯครองส่วนแบ่งความมั่งคั่งของโลกถึง 58% เลยทีเดียว แต่ เครดิต สวิส ได้ตั้งข้อสังเกตต่อท้ายว่า ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว โดยมีสาเหตุมาจาก Trump Effect (ผลกระทบจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์) ที่มีต่อตลาดเงินตลาดทุน กลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ “ชนชั้นกลาง” ที่สร้างความมั่งคั่งให้สหรัฐฯนั่นเองความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีโลกที่เพิ่มขึ้น เครดิต สวิส ระบุว่า ล้วนมาจาก “ตลาดหุ้น” ที่ มีราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ 2008 มูลค่า “สินทรัพย์ทางการเงิน” ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความมั่งคั่งของชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีสัดส่วนสูงถึง 41% ของความมั่งคั่งของโลก และ 2 ใน 3 ของความมั่งคั่งทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ โดยมี สหรัฐฯ เป็นผู้นำ อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งที่ไม่ใช่สินทรัพย์ทางการเงิน ก็มีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาเช่นกัน ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ความมั่งคั่งที่ไม่ใช่สินทรัพย์ทางการเงิน ใน จีน และ ยุโรป ก็ เพิ่มขึ้นถึง 75% ยกเว้นอเมริกาเหนือ ที่เหลือเป็น อินเดียถ้าย้อนหลังไปดู ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ นับตั้งแต่เกิดวิกฤติปี 2008 ดัชนีหุ้นดาวโจนส์เคยร่วงลงไปสู่จุดต่ำสุดที่ 6,594.44 จุด เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2009 ก่อนขึ้นมาปิดที่ 8,885.65 จุด ในสิ้นปี 2009 และปิดที่ 24,338.95 จุด เมื่อวันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม 2018 โดยมี ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น อัดฉีดเงินมหาศาลลงไปในตลาดเงิน 10 ปี ดัชนีหุ้นดาวโจนส์เพิ่มขึ้นถึง 15,453 จุด คิดดูเอาเองก็แล้วกันว่า คนที่เล่นหุ้นในสหรัฐฯและทั่วโลกจะร่ำรวยขึ้นมหาศาลเพียงใดวันศุกร์ที่แล้ว วารสาร “การเงินธนาคาร” ได้แถลงผลการจัดอันดับ “เศรษฐีหุ้นไทย 2561” ผลปรากฏว่า นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ คว้าแชมป์เศรษฐีหุ้นไปครองเป็นปีที่ 6 ด้วยความมั่งคั่ง 77,129 ล้านบาท และ อันดับ 2 เป็นมหาเศรษฐีหุ้นหน้าใหม่ คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี เจ้าของบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ที่เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ปลายปีที่แล้ว มีความมั่งคั่งกว่า 57,645 ล้านบาท ทั้งหมดนี้ นับเฉพาะมูลค่าหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น ไม่นับที่ไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์สิ่งที่ผมอยากสรุปในวันนี้ก็คือ “ตลาดหุ้น” เป็นสถานที่ สร้างความมั่งคั่ง ของ “มหาเศรษฐีทั่วโลก” รวมทั้ง “ประชาชนทั่วไป” ที่รู้จัก “การออม” และ “การลงทุน” ถ้าไม่รู้จักการลงทุน ก็ไม่มีวัน “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” อย่างสโลแกนยุทธศาสตร์ชาติแน่นอน.“ลม เปลี่ยนทิศ”